นักข่าวอังกฤษที่เคยถูกตาลีบันจับตัว เข้ารับอิสลาม กลับมาเยือนอัฟกานิสถานและให้ความช่วยเหลือ

ADMIN

WORLD : อีวอน ริดดีย์ หรือ มัรยัม / มาเรียม วัย 63 ปี นักข่าวอังกฤษ ที่ถูกตาลีบันจับตัวเมื่อปี 2001 และหันมารับอิสลาม ปี 2003 ได้เดินทางกลับมาเยือนอัฟกานิสถานอีกครั้ง พร้อมนำความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แจกจ่ายแก่ประชาชนอัฟกานิสถาน และเรียกร้องให้สหรัฐยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

เธอเขียนผ่านทวิตเตอร์ เมื่อ 3 เมษายน @yvonneridley

วันที่วุ่นวายในการประชุม #Afghanistan พบปะ #Taliban รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กผู้หญิงรวมถึงเรื่องสุขภาพและสวัสดิการ ทั้งหมดมีประสิทธิผลและเป็นบวก สหรัฐฯ ต้องยกเลิกการตรึงเงินของอัฟกานิสถาน ฉันจะเข้าไปในพื้นที่ชนบทในไม่ช้าเพื่อให้เข้าใจมากขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้นบนพื้นดิน

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 เมษายน เธอได้เดินทางแจกจ่ายของช่วยเหลือประชาชนอัฟกานิสถาน

ฉันอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดโลการ์ ดูองค์กรการกุศล @AlKhairUK แจกจ่ายความช่วยเหลือแก่ 300 ครอบครัวสำหรับเดือนเราะมะฎอน ชะตากรรมของผู้คนอัฟกานิสถาน #Afghan เป็นเรื่องที่เลวร้ายเนื่องจากการคว่ำบาตรที่นำโดยสหรัฐฯ

วันที่ 6 เมษายน 65

อีวอน เขียนทวิต ระหว่างทางไป #Jalalabad เพื่อดูองค์กรการกุศล @AlKhairUK แจกจ่าย #ramadan อาหารเราะมะฎอนให้กับ 600 ครอบครัวที่หิวโหยและขัดสน เธอกล่าวว่า คุณจะละศีลอดได้อย่างไรหากไม่มีอาหาร? บางที โจไบเดน ปธน.สหรัฐ @POTUS สามารถตอบได้ และควรยกเลิกการคว่ำบาตรที่โหดร้ายของเขาใน #Afghanistan

เรื่องราวของ อีวอน ริดลีย์ โดย Mr. Ibrahim H.K. Alam
https://www.gotoknow.org/posts/243897

เดือนกันยายน 2001 อีวอนเป็นหัวหน้านักข่าวของซันเดย์เอ็กซ์เพรส, หนังสือพิมพ์ของอังกฤษ, เธอแอบปลอมตัว, สวมชุดคลุมทั้งตัวแบบผู้หญิงอัฟกัน, เข้าไปในอัฟกานิสถานผ่านทางชายแดนปากีสถาน “ฉันเป็นคนเขียนข่าวด้านมนุษยธรรมเกี่ยวกับความหวังและความกลัวของชาวอัฟกัน ฉันเข้ามาในอัฟกานิสถานได้สองวันแล้วก่อนที่จะโดนตาลีบันจับตัวเพราะเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและไม่มีวีซ่า”

ตอนผ่านด่านตรวจของตาลีบันใกล้เมืองจาลาลาบัด ลาของเธอถลาเดินออกไป เธอพยายามดึงบังเหียน แต่ในท่านั้นกล้องถ่ายรูปของเธอก็โผล่ออกมาจากใต้ชุดคลุม และบังเอิญอยู่ในสายตาของนักรบตาลีบันพอดี
แว่บแรกตอนที่เธอเห็นนักรบตาลีบันคนนั้นเดินอย่างโกรธเกรี้ยวเข้ามาหาเธอคืออะไรนะหรือ?

“ฉันคิดว่า ว้าว! – เด็กหนุ่มคนนี้หน้าตาดีชะมัดยาดเลย!” อีวอนบอก
“หมอนี่มีดวงตาสีเขียวแปลกตากว่าคนแถบนั้นในอัฟกานิสถาน และไว้หนวดเครา” แต่หลังจากนั้นความกลัวก็เริ่มเข้ามาแทนที่
“ฉันเจอเด็กหนุ่มคนนี้อีกทีตอนเดินทางออกจากอัฟกานิสถานหลังได้รับการปล่อยตัว เขาโบกมือให้ฉันจากในรถของเขา”

ริดลีย์คิดในตอนโดนตาลีบันจับกุมตัวว่า หากเธอไม่โดนข่มขืนหมู่ละก็, คงโดนขว้างด้วยหินจนตายแน่

“ฉันเดาไม่ออกเลยว่าจะเจ็บปวดยังไง แต่ก็สวดมนต์ว่า หากจะตายละก็, ขอให้ตายเร็วๆ หน่อย” เธอเล่า ตอนนั้นเธอถูกขังไว้ที่จาลาลาบัด ตาลีบันคิดว่าเธอเป็นสปาย ต่อมาถูกย้ายไปกรุงคาบุล

อีวอนโดนตาลีบันจับกุมไว้ 10 วันเต็ม ในไดอารีของเธอ อีวอนบันทึกไว้ว่า: “พวกเขา (ตาลีบัน) บอกเสมอว่า ฉันคือแขกของพวกเขา และบอกว่าหากฉันเสียใจ พวกเขาก็เสียใจด้วย ฉันไม่อยากเชื่อเลย…ฉันอยากให้ใครๆ ที่บ้านรู้จังเลยว่าฉันได้รับการปฏิบัติจากตาลีบันอย่างไร พนันกันเลยว่าทุกคนต้องคิดว่าฉันถูกตาลีบันทรมาน ทุบตี และทำทารุณกรรมทางเพศ, แต่เปล่าเลย, ฉันได้รับการปฏิบัติด้วยความสุภาพและให้เกียรติ เหลือเชื่อเลยจริงๆ”

ตาลีบันขังเธอไว้ในห้อง แต่ก็มอบกุญแจไว้ให้เธอด้วย พวกเขาเอาอาหารมาให้เธอวันละ 3 มื้อ แต่เธอไม่ยอมกิน เมื่อพวกเขาคะยั้นคะยอให้กินพร้อมบอกว่า “คุณเป็นแขกของเรานะ, พี่สาว” เธอคิดว่า ‘คนนี้น่ะคงดีหรอก เดี๋ยวคนต่อไปคงใจร้าย มาพร้อมกับไฟฟ้าช็อตแหงๆ’ วันที่สาม มีหมอมาเยี่ยมเธอ อีวอนคิดว่า ‘คงทำแบบนี้กับพวกที่กำลังจะเอาตัวไปประหารทุกคนชัวร์’ แต่หมอคนนั้นมาตรวจความดันเลือดของเธอ

มีอยู่วันหนึ่งระหว่างโดนคุมขัง รมช.ต่างประเทศของตาลีบันถูกเรียกเข้ามา เพราะอีวอนไม่ยอมเอากางเกงในออกจากราวตากผ้าในคุก ซึ่งทำให้นักรบตาลีบันบริเวณนั้นมองเห็นกางเกงในเธอหมด
“เขาบอกว่า ‘ดูนะคุณ, คุณเล่นแขวนกางเกงในโชว์แบบนี้ นักรบเราหันไปมองก็บาปกันหมดนะสิ'”

“อัฟกานิสถานกำลังจะถูกบอมบ์โดยโดยประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่พวกตาลีบันกลับมากังวลเรื่องกางเกงในไซส์ยักษ์สีดำของฉัน”

“ฉันว่านะ, กองทัพสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องบอมบ์อัฟกานิสถานหรอก – แค่เอาทหารหญิงสักกองพันหนึ่งขึ้นเครื่องแล้วโบกกางเกงใน แค่นั้นพวกตาลีบันก็วิ่งหนีหมดแล้ว!”

วันที่ 6 ล่ามบอกเธอว่า “พยายามทำตัวเป็นคนดีหน่อย คุณมีแขกพิเศษมาเยี่ยม” วันนั้นอิหม่ามมาเยี่ยมเธอ ถามเธอเรื่องศาสนาและเธอคิดอย่างไรกับอิสลาม แม้เธอจะรู้เรื่องอิสลามน้อยมาก อีวอนตอบอย่างกระตือรือร้น เมื่ออิหม่ามถามว่าเธอจะเปลี่ยนมารับอิสลามไหม อีวอนตอบว่า เธอไม่สามารถตัดสินใจกับชีวิตทั้งชีวิตได้ตอนอยู่ในคุกนี่ แต่สัญญาว่าหากออกไปจากคุกแล้วเธอจะอ่านอัล-กุรอาน

“มุลลอฮ โอมาร์ ผู้นำด้านจิตวิญญาณของตาลีบัน สั่งปล่อยตัวฉันในวันที่ 8 ตุลาคม 2001 ซึ่งการปล่อยตัวดังกล่าวสร้างความตะลึงพรึงเพริดให้กับโลกตะวันตก เพราะสหรัฐฯ และอังกฤษเพิ่งเริ่มถล่มอัฟกานิสถานก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว ตอนคาบุลโดนถล่ม ไม่มีใครคิดหรอกว่าฉันจะรอดชีวิตมาได้”

“พวกหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในโลกตะวันตกทั้งหลายเตรียมคำพาดหัวกันไว้เลยว่า ฉันจะพูดว่าโดน ‘ทรมาน’ ‘ทำร้าย’ ‘ถูกข่มขืน’ แต่ทั้งนักหนังสือพิมพ์และนักการเมืองทั้งหมดต้องช็อคกับคำบอกเล่าของฉัน ทุกคนต้องการเหยื่อ พวกเขาต้องการได้ยินฉันบอกว่าโดนทรมาน ทุบตี อะไรทำนองนั้น แต่เปล่าเลย ตาลีบันดีสุดๆ กับฉัน”

เมื่อกลับถึงลอนดอน อีวอนเริ่มอ่านคัมภีร์อัล-กุรอานตามที่ให้สัญญาไว้กับตาลีบัน

“ฉันตกใจมากกับสิ่งที่ฉันกำลังอ่าน – ไม่มีแม้แต่ขีดเดียว, ตัวอักษรเดียว, ถูกเปลี่ยนแปลงตลอด 1,400 ปีที่ผ่านมา”

“ฉันคาดว่าในอัล-กุรอานจะเต็มไปด้วยบทต่างๆ ที่เกี่ยวกับว่า จะทุบตีภรรยาคุณอย่างไร กดขี่ลูกสาวคุณอย่างไร แต่กลายเป็นว่ากลับเจอการส่งเสริมเสรีภาพของผู้หญิงแทน”

เธอบอกว่าสิ่งที่เธอเจอในอิสลามคือ “แนวทางการใช้ชีวิต หลักเกณฑ์แห่งชีวิตที่สะอาดและเรียบง่าย สิทธิเสรีภาพของสตรีหลายอย่างที่โลกตะวันตกยังปฏิเสธ”

อบู ฮัมซา อัล-มัซรี อิหม่ามมัสยิดด้านเหนือของลอนดอน เคยโทร.หาเธอแล้วบอกว่ายินดีต้อนรับเธอสู่อิสลาม เมื่อเธอบอกว่าเธอยังไม่ได้รับอิสลาม อิหม่ามบอกว่า “ไม่ต้องรู้สึกกดดันหรือเร่งรัด ชุมชนมุสลิมอยู่ตรงนี้แล้ว หากคุณต้องการความช่วยเหลือก็โทร.หาพี่น้องมุสลิมะฮ์คนไหนก็ได้”

“ตอนนั้นฉันคิดเพียงว่า เหลือเชื่อจริงๆ ฉันได้ยินแต่ข่าวร้ายๆ ของครูสอนศาสนาจากมัสยิดฟินส์เบอรรีปาร์คคนนี้ แต่เขากลับพูดจาดีมาก ฉันกำลังจะวางหูแล้ว แต่เขาพูดขึ้นมาว่า ‘แต่มีเรื่องหนึ่งมีผมอยากให้คุณรู้ไว้ หากพรุ่งนี้คุณมีอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต คุณจะไม่ได้ขึ้นสวรรค์นะ'”

“ตอนนั้นฉันกลัวมาก เลยต้องพกคำปฏิญาณตน (ชาฮาดาฮ์) ติดกระเป๋าสตางค์ไว้ตลอดเวลา จนกระทั่งฉันกล่าวชาฮาดาฮ์รับอิสลามในวันที่ 30 มิถุนายน 2003”
อีวอนบอกว่า “ฉันได้เข้ามาอยู่ในครอบครัวที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในโลก หากเรายังคงจับมือกันไว้มั่นคงแบบนี้ ไม่มีใครสามารถทำลายเราได้หรอก”

#ขุนคมคำ

White news

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook