โลกหวั่นวิตกโควิด ยังไม่เท่าโลกหายนะจากดัจญาล

ADMIN

โลกหวั่นวิตกโควิด ยังไม่เท่าโลกหายนะจากดัจญาล

ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ปรากฎครั้งแรกเมื่อปลายปี62 เชื้อโรคตัวนี้ทำทั้งโลกต้องระส่ำระสาย พลันทำให้นึกถึงความหายนะใหญ่ของโลกที่แท้จริง คือการมาของดัจญาล

ต่อไปนี้เป็นการพูดถึงการมาของดัจญาล ฟิตนะห์(ความวุ่นวาย)จากดัจญาล นบีอีซาลงมา อิหม่ามมะห์ดีปรากฎตัว การฆ่าดัจญาล และฆ่ายะยูจญ์ มะยูจญ์ นี้คือเรื่องจริง สืบสายรายงานได้จากฮาดิษนบี ไม่ใช่นวนิยาย มุสลิมต้องเชื่ออย่างหนักแน่น ยาวหน่อยอยากให้พี่น้องตั้งใจอ่านให้จบ ไม่ขาดทุนแน่นอน เพื่อเป็นความรู้และคิดตาม และให้เข้าใจกับเหตุการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ดัจญาลสิ่งมีชีวิตเป็นมนุษย์ ที่จะออกมาก่อนวันสิ้นโลก

ดัจญาลเป็นชายตาบอด รูปร่างเตี้ย ผิวหนังคล้ำอมแดง เดินขาถ่าง ผมหยิก ตาข้างหนึ่งของมันพิการ(บอด)ไม่มีแวว ดวงตาของมันไม่โปนบวมและยื่นออกมา(ผิวบริเวณตาจะเรียบ) หน้าผากมันมีพยัญชนะอาหรับตัวย่อ كا فرสลักอยู่ แปลว่ากาเฟร มาจากคำว่ากุฟร หรือปฎิเสธศรัทธา มุอมินผู้ศรัทธาเท่านั้นที่จะอ่านคำเหล่านี้ออก

ดัจญาลออกมาจากดินแดนคูรอซาน(แคว้นเก่าแก่ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ 5ประเทศ คือ อิหร่าน อัฟกานิสถาน เติร์กเมนิสถาน อุซเบกิสถาน และทาจิกิสถาน) มันจะไปทุกสถานที่ ทุกมุมโลกในคราวเดียวกัน เดินทางเร็วดังสายฝนที่มีสายลมพัดผ่าน โดยมีสาวกผู้ติดตาม คือกลุ่มชาวยิวอัศบะฮาน(หรือเมืองอิสฟาฮานในอิหร่านปัจจุบัน) จำนวน7หมื่นคน ทั้งหมดจะสวมเสื้อคลุม(เสื้อคลุมบ่าโดยไม่มีการตัดเย็บและมีผ้าคลุมศรีษะ) มีชาวตาต้าร์7หมื่นคน และชาวคูรอซานจำนวนมากเป็นสาวกสนับสนุน ดัจญาลมันจะสร้างความเสียหาย ความวุ่นวายไปทุกเมืองทุกพื้นที่ ยกเว้นนครมักกะฮ์ และนครมาดีนะฮ์ 2เมืองนี้ดัจญาลไม่สามารถเข้าได้ เพราะอัลลอฮ์ได้ให้มลาอิกะห์(เทวทูต) ปกป้องไว้ตลอดเวลา

หลังจากอัลลอฮ์อนุมัติให้ดัจญาลออกมา สิ่งแรกที่มันทำ คือประกาศตัวว่าเป็นกษัตริย์ ต่อมาประกาศตัวเป็นนบี เป็นศาสนทูต หลังจากนั้นมันจะประกาศตัวว่าเป็นพระเจ้า ลูกหลานอดัม มนุษย์ที่โง่เขลา บรรดาผู้นำที่ชั่วๆ และสามัญชนทั่วไปจะเชื่อฟังและภักดีต่อมัน

ส่วนมุอมินผู้ศรัทธาที่แท้จริงเท่านั้นจะต่อต้านและคัดค้านจนต้องหนีดัจญาลไปหลบซ่อนตามภูเขา

ดัจญาลสามารถสั่งฟ้าฝน พืชสวนไร่นา จากแห้งแล้งกลายเป็นความชุ่มฉ่ำ จากความร้อนแรงกลายเป็นความเย็นสบาย ทำให้คนตายฟื้นคืนชีพ ปฎิหารย์นี้ไม่ใช่เพราะตัวดัจญาลเอง แต่อัลลอฮ์ได้อนุมัติอำนาจให้แก่มัน

ใครเชื่อฟังและปฏิบัติตามดัจญาล ก็จะตกศาสนา(มุรตัด) ใครที่ไม่เชื่อฟัง ก็ต้องมีชีวิตอย่างแร้นแค้น และแสนลำบาก

ท่านอิมรอม บิน ฮุซัยน์ กล่าวว่า ..
ฉันได้ยินรอซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

ไม่มีเหตุการณ์ใด ตั้งแต่ที่อัลลอฮ์สร้างท่านนบีอดัม จนกระทั่งถึงวันสิ้นโลก ที่จะใหญ่ยิ่งไปกว่า การปรากฏตัวของดัจญาล (รายงานโดยมุสลิม)

ท่านนบีมุฮัมมัด จึงแนะนำให้เราอ่านซูเราะห์กะฮฟี ในทุกค่ำคืนวันศุกร์ บางสำนวนระบุว่าอ่าน 10อายะห์แรก บางสำนวนระบุ10อายะห์หลัง บางสำนวนระบุส่วนไหนซูเราะห์ก็ได้ แต่เพื่อป้องกันไว้อ่านทั้งหมดของกะฮ์ฟี เพื่อป้องกันฟิตนะห์ความวุ่นวายของดัจญาล

สรุปจากฮาดิษต่างๆของท่านนบี ได้ว่า

ดัจญาลจะอยู่ 40 วัน

ซึ่งในวันแรกจะมีความยาวเท่ากับ 1 ปี

และวันที่สอง มีความยาวเท่ากับ 1 เดือน

และวันที่สาม มีความยาวเท่ากับ 1 สัปดาห์

และในวันถัดๆไปนอกเหนือจาก 3 วันนี้

จะมีความยาวเท่ากับวันปกติ

ดัจญาลจะมายังกลุ่มชนหนึ่ง และมันจะชักชวนพวกเขา หลังจากนั้น พวกเขาจะศรัทธาต่อมัน
และทำตามทุกสิ่งที่ดัจญาลต้องการ

ดัจญาลมีสวรรค์และนรก(ปลอม)เป็นของตัวเอง ซึ่งสวรรค์มันก็คือนรก และนรกของมันก็คือสวรรค์ มันมีแม่น้ำ ภูเขา และขนมปัง มันสามารถสั่งให้ฟ้าหลั่งน้ำฝน
แล้วฝนก็จะตกลงมา สั่งให้ต้นไม้และพืชผลงอกออกมาจากแผ่นดินนั้น และคลังสมบัติโลกนี้จะติดตามไปด้วย

หลังจากนั้นก็จะมีสัตว์เลี้ยง ปศุสัตว์ต่างๆมายังที่แห่งนั้นเป็นฝูงใหญ่ เพื่อมากินพืชพรรณที่งอกเงย จนทำให้พวกมันอ้วนพีและสมบูรณ์ เต็มไปด้วยน้ำนม สาเหตุเพราะความอุดมสมบูรณ์ ของอาหาร

หลังจากนั้น มันจะออกเดินทางไปยังกลุ่มชนอีกกลุ่มหนึ่ง และมันจะชักชวนให้พวกเขาทำตามความต้องการของมัน แต่พวกเขาปฏิเสธ เนื่องจากความมั่นคงในหลักศรัทธาของพวกเขา

แต่ในวันรุ่งขึ้น ที่ๆพวกเขาอยู่ ได้เกิดความแห้งแล้งราวกับผืนแผ่นดินนั้น ไม่เคยมีน้ำฝนตกลงมาเป็นเวลานาน มันเต็มไปด้วยความว่างเปล่า พืชผักเหี่ยวเฉา และทรัพย์สินของพวกเขาก็ไม่เหลือแม้แต่นิดเดียว จากนั้น ดัจญาลผ่านพื้นที่แห้งแล้งแห่งหนึ่ง มันสั่งว่าเจ้าจงคายทรัพย์สินในตัวเจ้าออกมา แล้วทุกสิ่งก็จะลักออกมา มีเสียงดังหึ่งเหมือนเสียงฝูงผึ้งบิน

ดัจญาลได้เรียกเด็กหนุ่มคนหนึ่ง(ตามรายงานชายหนุ่มคนนี้คือ อัลฮิดรฺ)แล้วมันได้ฆ่าเด็กหนุ่มคนดังกล่าวด้วยดาบ จนร่างกายขาด2 ท่อนอย่างรวดเร็ว หลังจากเด็กได้ตายลง ดัจญาลก็ได้เรียกเด็กหนุ่มที่พึ่งโดนฆ่า โดยทำให้เขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง เด็กคนดังกล่าวก็มาหาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แล้วมันก็หัวเราะก้องกังวาน

สถานการณ์ความวุ่นวายเช่นนี้เอง อัลลอฮ์จึงได้ส่งนบีอีซาบุตรของมัรยัมลงมาจากฟากฟ้าของสรวงสวรรค์ ท่านนบีอีซาจะลงมาหักกางเขน ฆ่าสุกร และฆ่าดัจญาล

นบีอีซา อะลัยฮิสลาม จะลงมายังประภาคารสีขาว ทิศตะวันออกของกรุงดามัสกัส (บรรดาผู้รู้ต่างคาดการณ์ว่าอาจจะเป็นหอคอยมัสยิดอัลอุมาวี่ย์ วัลลอฮุอะลัม) ช่วงเวลาที่ท่านลงมา เป็นเวลาของละหมาดศุบฮิ(เช้ามืด) ซึ่งนบีอีซาได้สวมใส่เสื้อผ้า(คล้ายสีของใบเทียนที่ใช้ย้อม)โดยท่านวางมือทั้งสองบนปีกของมลาอิกะห์(เทวทูต)สองท่าน ครั้นนบีอีซาก้มหน้าลงจะมีน้ำจากผมของท่านไหลรินลงมาจากศรีษะ เวลาท่านเงยหน้าขึ้น จะมีไข่มุกโรยลงมา สำหรับกาเฟรผู้ปฎิเสธศรัทธาจะไม่ได้กลิ่นลมหายใจของนบีอีซา ผู้ปฎิเสธคนใดที่ได้กลิ่นหายใจท่าน จะเสียชีวิตทันที ลมหายใจของนบีอีซาไปสิ้นสุดที่ใด นบีอีซาจะเดินทางไปถึงที่นั่น

นบีอีซาได้มาหากลุ่มชนที่ได้รับการคุ้มครอง รอดพ้นจากดัจญาล ท่านได้ลูบใบหน้าของพวกเขาเพื่อความศิริมงคล หรืออีกความหมายหนึ่งคือใบหน้าของพวกเขาเบิกบานเมื่อทราบข่าวการตายของดัจญาล และได้แจ้งข่าวดีแก่พวกเขาพวกเขาจะได้รับฐานันดรอันสูงส่งในสววรค์

ขณะนั้นก็มีบุรุษอีกท่านหนึ่ง ที่อัลลอฮ์ทรงให้ปรากฎขึ้นมาบนหน้าแผ่นดิน เพื่อผดุงความยุติธรรมบนโลกอีก7ปี เพราะโลกเต็มไปด้วยฟิตนะห์ความกดขี่

เขาคืออิหม่ามมะห์ดี ชื่อจริงว่ามุฮัมมัด บินอับดุลลอฮ์ผู้ปกครองโลกที่เที่ยงธรรมท่านสุดท้าย ผู้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลบะนีฮาชิม ตระกูลของท่านนบีมุฮัมมัด นบีของเรา อีหม่ามมะห์ดีมีรูปร่างสูงและผิวดี ใบหน้าและบุคลิกจะเหมือนกับท่านนบีมุฮัมมัด

อิหม่ามมะห์ดีจะพูดติดตะกุกตะกักเหมือนติดอ่าง เมื่อท่านพูดติดขึ้นมาเมื่อใด ก็จะรู้สึกหงุดหงิดจนต้องใช้มือตีต้นขาของตัวเอง อีหม่ามมะห์ดีจะปรากฎตัวเมื่ออายุ 40 ปี และจะได้รับความรู้จากอัลลอฮ์

การปรากฎขึ้นของอิหม่ามมะห์ดีนั้น คืออีก1สัญญานใหญ่วันสิ้นโลก เพราะสงครามใหญ่ครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติกำลังเริ่ม ถึงคราวโลกดุนยาใกล้แตกสลายเต็มทีแล้ว

นบีอีซาได้เจอกับอิหม่ามมะห์ดี ซึ่งทั้งสองรู้ดีว่าแต่ละท่านคือใคร อิหม่ามมะห์ดีจะละหมาดตามหลังนบีอีซา แต่นบีอีซาปฎิเสธ สุดท้ายนบีอีซาเป็นมะมูม(ผู้ตาม)ละหมาดหลังอิหม่ามมะห์ดี

มีกองทัพมากมายที่เข้าร่วมกับอิหม่ามมะห์ดี โดยทหารจำนวนมากมาจากดินแดนคูรอซาน

หลังจากปรากฎตัวของอิหม่ามมะห์ดีที่นครมักกะฮ์ อิหม่ามมะห์ดีจะไปเยี่ยมหลุมฝั่งศพของท่านนบีมุฮัมมัดที่นครมาดีนะฮ์จากนั้นท่านจะไปยังซีเรีย และขณะที่เข้ากรุงดามัสกัส กองทัพคริสเตียนขนาดใหญ่จะออกมาขวางกั้นกองทัพอิหม่ามมะห์ดีไว้ โดย1ใน3ของกองทัพอิหม่ามมะห์ดีจะหนีทัพ ขณะอีก1ใน3จะกลายเป็นผู้พลีชีพในสนามรบและที่เหลืออีก1ใน3จะได้รับชัยชนะ หลังจากนั้นอิหม่ามมะห์ดีจะสถาปนาการปกครองของเขาและจะส่งกองกำลังทหารจำนวน 7หมื่นคน ไปพิชิตอิสตันบูล(ตุรกี ) ขณะที่กองกำลังนี้เข้าใกล้กำแพงใหญ่ที่ล้อมรอบเมือง พวกเขาจะตะโกนว่า “อัลลอฮุอักบัร” ซึ่งทำให้กำแพงทั้งหมดสั่นจนพังทลายลงมา หลังจากนั้น พวกเขาก็จะเข้าเมืองและทำการสู้รบเข้ายึดเมืองและสถาปนาการปกครองของมุสลิมขึ้นมา อิหม่ามมะห์ดีจะกลับมายังซีเรียและจะสถาปนาการปกครองของมุสลิมเหนือดินแดนทั้งหมดที่เข้าผ่าน ในตอนที่อิหม่ามมะห์ดีถึงเมืองชาม( ซีเรีย ) อิหม่ามมะห์ดีจะได้รับข่าวการปรากฎตัวของดัจญาล

อิหม่ามมะห์ดี และนบีอีซา ก็ได้ออกตามหาดัจญาล เพียงแค่เห็นนบีอีซา ดัจญาลละลายเหมือนกับเกลือในน้ำ สุดท้ายดัจญาลวิ่งหนีไปยังเยรูซาเล็ม ท่านนบีอีซาไล่ตามดัจญาลไปในที่สุด ก็ได้เจอมัน และนบีอีซาได้ฆ่าดัจญาลตายด้วยมือของท่านเอง ที่ประตูลู๊ต นครเยรูซาเล็ม (อัลกุดส์) แผ่นดินปาเลสไตน์

ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนั้นเอง
อัลลอฮ์ก็ได้ลงวะฮีย์(โองการ)แก่ท่านนบีอีซาว่า

ข้า(อัลลอฮฺ) จะส่งบ่าวของข้าจำนวนหนึ่งลงมา
ซึ่งจะไม่มีผู้ใดที่จะต้านทานหรือต่อสู้กับมันได้
และเจ้าอีซา จงรวบรวมบ่าวของข้าซึ่งเป็นมุอฺมิน(กองทัพผู้ศรัทธา)ให้ไปรวมกันที่ถ้ำซูร บ่าวของอัลลอฮ์ที่พระองค์ให้ออกมานั้นคือ ‘พวกยะยูจญ์ และมะยูจญ์ (ชนกลุ่มหนึ่งในยุคก่อนที่สร้างหายนะไม่ต่างกับดัจญาล)

พวกยะยูจญ์ มะยูจญ์ มีหน้าตาอัปลักษณ์ มันออกมาอย่างรวดเร็วในคราวเดียวกัน จากที่สูงจนมาถึงทะเลสาบซอบารียะห์ แล้วพวกมันได้ดื่มน้ำจากทะลสาบนั้นจนเหือดแห้ง นบีอีซาและบรรดากองทัพมุสลิมได้ถูกล้อมรอบจากทุกทิศทุกทางจนออกมาไม่ได้

นบีอีซาและบรรดามุสลิมต่างก็มอบหมาย และขอดุอาต่ออัลลอฮ์ ขอให้พระองค์ทรงช่วยเหลือให้รอดพ้นจากสถานการณ์อันจวนตัวนี้

อัลลอฮ์จึงได้ส่งหนอน ให้ลงมายังพวกยะญูจญ์ และมะญูจญ์เหล่านั้น ที่คอของพวกเขา ทำให้พวกยะญูจญ์และมะญูจญ์ ล้มตายทั้งหมดในคราวเดียว

นบีอีซาและบรรดาผู้ศรัทธา

จึงได้ลงสู่พื้นดินข้างล่าง พวกเขาพบว่า

บนพื้นดินเต็มไปด้วยศพของ ยะญูจญ์และมะญูจญ์

นบีอีซา และมุอฺมินผู้ศรัทธา ได้ขอดุอาจากอัลลอฮ์อีกครั้งหนึ่ง ขอให้พระองค์ทรงช่วยชำระล้างซากศพเหล่านั้น อัลลอฮ์จึงได้ส่งนกลงมา ซึ่งตัวของมันใหญ่เท่ากับท่อนคออูฐ นกเหล่านี้ได้คาบซากศพไปและไปทิ้งยังสถานที่ที่อัลลอฮ์ต้องการ

หลังจากนั้น อัลลอฮ์ก็ทรงให้ฝนตกลงมา

ทำให้ดินที่แห้งแล้งเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน และฝนนั้นได้ชะล้างทุกๆที่บนแผ่นดินจนสะอาดหมดจด

และอัลลอฮ์ทรงตรัสกับแผ่นดินว่า ‘จงออกมาซึ่งผลไม้และจงกินผลไม้นั้น’ ผลไม้ที่ออกมานั้นมีขนาดใหญ่มาก จนคนๆหนึ่งกินผลทับทิมได้แค่ผลเดียวเท่านั้น พวกเขาสามารถอาศัยอยู่ใต้ร่มเงาของเปลือกทับทิมชั่วครู่ และพวกเขาได้รับความศิริมงคลจากน้ำนม จนกระทั่งอูฐตัวหนึ่งสามารถให้น้ำนมพอเพียงกับมนุษย์กลุ่มใหญ่ได้ วัวตัวหนึ่งสามารถให้น้ำนมเลี้ยงมนุษย์ได้ทั้งเผ่า ในขณะที่อูฐหนึ่งตัวที่ตั้งท้องสามารถให้น้ำนมเลี้ยงคนได้ทั้งหมู่บ้าน

ขณะที่พวกเขาอยู่กันอย่างสุขสบาย

อัลลอฮ์ก็ได้ให้ลมเย็นพัดเอื่อยๆ

และลมนั้นก็ได้ชักนำวิญญาณของมุอมินผู้ศรัทธา

และมุสลิมทุกคนไป เหลือแต่เพียงมนุษย์ที่ชั่วร้ายที่ชอบมั่วสุมระหว่างชายหญิง เหมือนกับการอยู่ปะปนกันของฝูงลา ในกลุ่มชนเหล่านี้เอง ที่อัลลอฮ์จะให้เกิดวันกียามะห์กับพวกเขา

นี่คือความหายนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ช่วงสำคัญที่จะเกิดขึ้นก่อนวันสิ้นโลก ซึ่งมีอย่างแน่นอน (อัสตัฆฟีรุลลอฮ์)

Cr. แคปซูลกำลังใจ

#Pageรู้จักมุสลิมรู้จักอิสลาม เรียบเรียงใหม่

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook