ดัจญาล กับความพิศวงเบอมิวด้า

ADMIN

สามเหลี่ยมปีศาจเบอร์มิวด้า

ความพิศวงที่เกิดขึ้นบนพิภพของเรานี้มีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมากมาย หนึ่งจากเรื่องพิศวงและลึกลับนั้นได้เกิดขึ้น ณ บริเวณที่เรียกกันว่า “สามเหลี่ยมปีศาจ เบอร์มิวด้า” (Bermuda Triangle)… ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน เพราะมันเป็นบริเวณดินแดนอาถรรพณ์ อันเป็นที่ล่ำลือกันว่าเต็มไปด้วยความลี้ลับ มันเป็นดินแดนที่กลืนกินชีวิตมนุษย์ และเรือเดินทะเล เครื่องบินที่โชคร้ายบังเอิญผ่านเข้าไป… ก็เกิดหายสาบสูญไปอย่างไม่มีร่องรอยให้เห็นอีกเลย

ดินแดนอาถรรพณ์ สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า โดยแท้จริงแล้ว เป็นอาณาบริเวณกว้างใหญ่มากซึ่งประกอบไปด้วยเกาะเล็ก ๆ ประมาณ 300 เกาะ เป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติกภาคตะวันตก พื้นที่ทั้งหมด ปกคลุมพื้นทะเลตั้งแต่ตอนเหนือของหมู่เกาะเบอร์มิวด้า ไปยังทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดาตีวงออกไปในทะเลทางตะวันออก ไปจนถึงหมู่เกาะบาฮามัส เลยไปอีกจนถึงอ่าวเม็กซิก .. ทั้งหมดถ้าดูตามแผนที่จะครอบคลุ่มพื้นที่ประมาณ 380,000 ตารางไมล์ทะเล ซึ่งถ้าดูกันจริงๆ แล้ว มันไม่ใช่พื้นที่เป็นรูปสามเหลี่ยมเหมือนกับชื่อของมันเลย ไม่ทราบว่าชื่อ “สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า” นี้ได้มาอย่างไร ….มีผู้พยายามตั้งชื่อเสียใหม่ว่า “บริเวณดินแดนปิศาจ” บ้างก็เรียกว่า “สามเหลี่ยมปีศาจ” (Devil’s Trian gle) …

ปรากฏการณ์ลึกลับและเหลือเชื่อ เริ่มต้นตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1945 จนถึงปัจจุบัน ในน่านน้ำแห่งนี้ได้กลืนกินเครื่องบินจำนวนกว่า 100 เครื่องและเรือเดินสมุทรอีกจำนวนมาก รวมถึงมนุษย์อีกนับพันคน ทั้งหมดนั้นล้วนหายไปในบรรยากาศและพื้นทะเลของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งนี้โดยไม่มีร่องรอยหรือเศษชิ้นส่วนใดๆ ของเรือหรือเครื่องบินที่หายไปเหลือให้เห็นเลยและมันยังคงดำเนินอย่างนี้ต่อไปโดยมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

จากบันทึกของกองเรือยามฝังสหรัฐฯ และบริษัทประกันภัยทางทะเล บริษัทประกันภัยเรือเดินสมุทรและเครื่องบิน มีสถิติความสูญหาย อย่างผิดปกติในอาณาบริเวณนี้ เป็นบริเวณต้องห้ามและเป็นดินแดนอาถรรพณ์จริงๆ มันอาถรรพณ์อย่างไร? สิ่งที่ทำให้ย่านทะเลแห่งนี้กลายเป็นดินแดนมรณะ ซึ่งทำให้นักบินหรือนักเดินเรือต่างพยายามหลีกเลี่ยง ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่ยอมผ่านเข้าไปในบริเวณนี้อย่างเด็ดขาด อาจเป็นเพราะความเชื่อในเรื่องอันพิศวงที่เป็นข่าวกันไม่รู้จบระหว่างคนในละแวกนั้น เหตุการณ์ประหลาด ๆ อย่างที่ไม่น่าเชื่อ ไม่น่าจะเป็นไปได้ มักจะเกิดขึ้นกับเรือ หรือเครื่องบินที่ผ่านเข้าไปในบริเวณนั้น นับตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน จากสถิติของบริษัท Lioyd’s ov London ซึ่งเป็นบริษัทรับประกันภัยเรือเดินสมุทร พบว่านับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1963 ถึง 1973 มีเรือในประกันของบริษัทจำนวน 60 ลำ รวมผู้โดยสาร 900 คน ได้หายสาบสูญไปในบริเวณน่านน้ำเบอร์มิวด้า โดยเฉพาะในปี ค.ศ. 1967 มีเรือทะเล เรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ได้หายไปอย่างลึกลับ เป็นจำนวน 15 ลำ ทั้ง 15 ลำไม่มีการส่งสัญญาณ “SOS” หรือส่งวิทยุขอความช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น

สิ่งที่แปลกน่าฉงน และน่ากลัวที่สุดก็คือ เรือทั้ง 15 ลำนั้นเป็นเรือขนาดใหญ่ มีอุปกรณ์เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ช่วยในการเดินเรือแบบทันสมัยบริบูรณ์ เช่นวิทยุสื่อสาร เรดาร์นำร่องโซน่าร์นำร่อง การค้นหาได้กระทำกันเป็นเดือนๆ แต่ก็ประสบผลล้มเหลวโดยสิ้นเชิงไม่พบแม้แต่เงา… นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่ได้มาจากบริษัทประภัยของเอกชนที่ต้องจ่ายประกันไป จนบริษัทแทบล้มละลาย นำมาซึ่งความงุนงง ให้แก่ผู้ที่อยู่ข้างหลังอย่างสิ้นหวัง… อะไรเกิดขึ้นกับเรือเหล่านั้น ลูกนาวี 900 คนหายไปไหนใครบ้างจะมีคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ ตัวอย่างอีกรายหนึ่งที่จะขอยกมาให้พิจารณาว่ามันเป็นอาถรรพณ์ ของดินแดนมรณะแห่งนี้ หรือเป็นเพียงอุบัติเหตุ ได้แก่ การหายสาบสูญของฝูงบินขับไล่ทิ้งระเบิดนาวีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1945 เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ TBM ของนาวีสหรัฐฯ 1 ฝูงบิน (5 เครื่อง) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ประจำเครื่อง ทั้งหมด 14 นายไดออกทำการบินฝึกทิ้งระเบิดเหนือดินแดนเบอร์มิวด้า ห่างจากฐานทัพฟอร์ทล๊อคเดอร์เดลประมาณ 225 ไมล์

และแล้ว ฝูงบินทั้ง 5 ลำก็หายสาบสูญ ไม่เหลือแม้แต่เงา .. นาวีสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินผู้ประสบภัยมาร์ติน มารีนเนอร์ แบบ PBM (เป็นเครื่องบินน้ำ 2 เครื่องยนต์) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ประจำเครื่อง 13 นาย ออกตามหา 20 นาทีต่อมา PBM ก็หายสาบสูญ โดยขาดการติดต่อ กับหอบังคับการ และหายไปอย่างลึกลับเช่นกันไม่มีเหลือแม้แต่เงา มันจะเป็นเหตุบังเอิญ อุบัติเหตุ หรือเป็นดินแดนอาถรรพณ์จริง แนวโน้มจากสถิติการสูญหายอาจบอกเราได้ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1800 จนถึงปี ค.ศ.1976 มีเรือและเครื่องบินหายสาบสูญไปในบริเวณ เบอร์มิวด้าแล้วเป็นจำนวน 143 ราย รวมชีวิตมนุษย์เท่าที่ทราบแน่นอน เป็นจำนวน 2,101 คน ที่ต้องสังเวยไปในดินแดนอาถรรพณ์แห่งนี้

สถิติการสูญหายมีมากที่สุดในปี ค.ศ. 1975 คิดมีการสูญสาย 11 ราย เฉลี่ยเดือนละราย

เมื่อเปรียบเทียบความเสียหายในบริเวณนี้ กับบริเวณเส้นทางเดินเรืออื่นๆ แล้ว พบว่า…แถบเบอร์มิวด้า ต้องเป็นดินแดนอาถรรพณ์จริงๆ …

นักวิเคราะห์ได้ให้ข้อสังเกตุนี้ว่า ปรากฏการณ์ความลึกลับที่เกิดขึ้นเหนือนน่านน้ำเบอร์มิวด้า ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดในช่วงเวลาที่แน่นอน ซึ่งช่วงเวลาที่เกิดจะเฉพาะเดือน พฤศจิกายน ธันวาคม และกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงปลายปีและต้นปี

ชนชาติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียเหล่านี้ ต่างพยายามดำเนินการค้นคว้าหาสาเหตุแห่งปรากฏการณ์อันประหลาดและลึกลับนี้อย่างจริงจัง แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถบอกสาเหตุและหาทางป้องกันจากภัยที่เกิดขึ้นในอาณาบริเวณท้องทะเลแห่งนี้ได้ มันคือสิ่งท้าทายความสามารถของมนุษย์ที่สุด ในการที่จะแก้ปมปริศนา นักวิชาการต่างเสนอทฤษฎีต่างๆ บ้างก็ว่าเกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน บ้างก็ว่าเกิดจากความผิดปกติของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า บ้างก็ว่าเกิดจากอำนาจของสิ่งบินลึกลับ

ทฤษฎีต่าง ๆ ของการเกิดปรากฏการณ์ลึกลับพิศวงนี้

1- ทฤษฎีว่าด้วยจานผี UFO

2- ทฤษฎีว่าด้วยเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดคลื่นยักษ์โถมเข้าเรือเดินทะเลจมเป็นจำนวนมาก และแผ่นดินไหวดังกล่าวและคลื่นอากาศทำให้ระบบการทรงตัวของเครื่องบินบกพร่องจนผู้ควบคุมไม่สามารถควบคุมเครื่องบินได้

3- นักวิทยาศาสตร์ได้ชี้ว่าบริเวณใต้ทะเลของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้านั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย โดยเฉพาะแหล่งของแก็สมีเธนไฮเดรท (Methane hydrates) ซึ่งในบางครั้งแรงดันของแหล่งแก็สเหล่านี้จะมีมากจนดันผ่านรอยแตกของเปลือกโลกขึ้นมา มันจะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำเบื้องบน จึงไม่แปลกหากปรากฏการณ์นี้จะจมเรือสักสิบลำที่อยู่ในบริเวณนั้นพร้อมๆ กันได้ในพริบตา มีเธนไฮเดรทนี้สามารถรบกวนคลื่แม่เหล็กไฟฟ้าได้ ทำให้วิทยุสื่อสารตลอดจนเรดาร์หมดประสิทธิภาพในการทำงาน ส่วนกลุ่มควันความร้อนที่อบอวลอยู่รอบบริเวณ ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกเรือตกใจ นึกว่าตัวเองหลงเข้าไปในมิติสนธยา

4- เป็นไปได้ว่าบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ตั้งอยู่ในจุดสมดุลของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า กับพลังของสนามแรงโน้มถ่วง ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างที่เชื่อมต่อกับอีกมิติหนึ่งในห้วงเวลาอวกาศ ดังนั้น เมื่อมีวัตถุเคลื่อนที่เข้าไปในบริเวณดังกล่าว ก็จะหลุดเข้าไปในอีกมิติหนึ่งพอดี และนั่นทำให้วัตถุทุกอย่างหายสาบสูญไปทันที และเมื่อมิติถูกเปลี่ยนแล้วก็จะไม่สามารถสื่อสารกับคนอีกมิติหนึ่งได้ และกลับเข้ามาสู่มิติเดิมได้อีก เบอร์มิวดาจึงเป็นเหมือนประตูที่จะเปิดเข้าสู่อีกมิติหนึ่งของโลก

5- เป็นไปได้ว่าบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เป็นบริเวณที่มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงปัญญากว่ามนุษย์มาสร้างเอาไว้ เมื่อสิ่งมีชีวิตเริ่มมาจากทะเลก่อน ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการไปเร็วกว่ามนุษย์อาศัยอยู่ใต้น้ำก็ได้ แต่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะไม่มีการติดต่อสื่อสารใดๆ กับมนุษย์บนผืนดิน เพราะหลายครั้งที่มีผู้พบเห็นแสงไฟใต้น้ำและวัตถุแปลกประหลาดใต้น้ำบ้าง หรือแม้แต่มีผู้พบเห็นจานบินโผล่ขึ้นมาจากบริเวณดังกล่าว ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเหตุผลที่บริเวณดังกล่าวดูดกลืนทุกสิ่งเข้าไปก็ยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่เข้าใจและหาคำอธิบายไม่ได้

6- เป็นไปได้ว่า บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นบริเวณที่สนามแม่เหล็กมีความเข้มข้นสูงที่สุด จึงทำให้วัตถุถูกดูดกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว

7- เป็นไปได้ว่า บริเวณดังกล่าวเป็นประตูกาลเวลา หรือที่เราเรียกว่า ไทม์แมชชีน นั่นเอง ซึ่งผู้ประสบเหตุแม้ว่าจะยังคงอยู่ที่เดิม แต่ประตูกาลเวลาจะดูดกลืนให้ไปสู่สถานที่ใหม่ โดยไม่สามารถจะหาสถานที่เดิมได้พบ

8- เป็นไปได้ว่าบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เป็นฐานทัพของชนชาติลึกลับที่ต้องการขโมยเรือหรือเครื่องบิน และสิ่งมีชีวิตลงไปใต้มหาสมุทรเพื่อศึกษาหรือทดลองบางอย่าง ซึ่งข้อสันนิษฐานนี้ก็สอดคล้องกับรายงานที่ว่า มีผู้พบเห็นจานบินลึกลับร่อนไปร่อนมาเหนือสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาอยู่หลายครั้ง

9- น่านน้ำแห่งนี้อาจเป็นอาณาจักรของหัวหน้าญินหรือชัยตอน และเป็นที่อยู่อาศัยของญินจำนวนมาก (ท่านอิบนุกาซิร กล่าวถึงหลักฐานจาก อัลกุรอ่านว่า อิบลิส (ผู้ถูกสาปแช่ง) มีที่พำนักอยู่บนพื้นผิวทะเล ใช้เป็นที่ทำการยุแหย่มนุษย์สู่ความชั่วและและฟิตนะห์ต่างๆ /จากท่านญาบีรบินอับดลเลาะ กล่าวว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล) กล่าวว่า “แท้จริงชัยตอนมีที่พำนักบนน้ำ จัดศูนย์บัญชาการในมนุษย์ ผู้ที่ใกล้ชิดเขามากที่สุดคือผู้ที่สร้างความหลงทางให้กับมนุษย์มากที่สุด) และเบอร์มิวด้าไม่ใช่ดินแดนอาถรรพณ์เพียงแห่งเดียวบนโลกนี้เท่านั้น ยังมีอีกแห่งหนึ่งเป็นอาณาบริเวณบนท้องทะเลเล็กๆ อยู่ทางตอนทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศญี่ปุ่น บริเวณนี้เคยเป็นดินแดนอาถรรพณ์เช่นกัน แต่ปัจจุบันความอาถรรพณ์ของบริเวณนี้ เบาบางลง จนดูเหมือนจะจางหายไปแล้ว

เมื่อสมัยปี ค.ศ. 1950 บริเวณนี้ได้ถูกขนานนามว่า “ทะเลปิศาจ” (Devil’s Sea) มันเคยกลืนกินเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ๆ ไปกว่า50 ลำ…ในปี ค.ศ. 1955 รัฐบาลญี่ปุ่นถึงกับลงทุนจ้างคณะนักสำรวจสมุทรศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญพร้อมด้วยอุปกรณ์สำรวจ ทางวิทยาศาสตร์อันทันสมัยที่สุดเท่าที่จะหาได้ในสมัยนั้น ลงเรือสำรวจสมุทรศาสตร์ขนาดยักษ์ เดินทางไปยังทะเลปิศาจ เพื่อค้นหาคำตอบของความอาถรรพณ์ลี้ลับ ณ บริเวณนั้น … สองสามวันต่อมาเมื่อเรือไปถึงบริเวณทะเลปิศาจ…รัฐบาลญี่ปุ่น ก็ต้องพบกับความอาถรรพณ์ ความงุนงงและความตกตะลึง ก็จะอะไรเสียอีกละครับ…เรือของคณะนักสำรวจลำนั้น ได้หายสาบสูญไป ไม่เหลือแม้แต่เงา ไม่มีสัญญาณวิทยุ ไม่มีสัญญาณขอความช่วยเหลือ ไม่มีอะไรทั้งนั้น.. หน่วยค้นหาถูกส่งตามออกไปค้นหากันแทบพลิกท้องทะเล…แต่ไม่พบแม้แต่เงา

10- และอีกทฤษฎีที่มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง ก็คือน่านน้ำแห่งนี้อาจมีเกาะ ๆ หนึ่งที่ดัจญาลถูกกักขังอยู่ (ในฮาดิษบทหนึ่ง ได้บอกไว้ว่า ดัจญาลถูกล่ามไว้บนเกาะแห่งหนึ่งในโลกนี้) ด้วยความสามารถของมัน สามารถทำให้สิ่งที่ล่วงล่ำอาณาเขตของมันต้องสูญหายโดยไร้ร่องรอย อย่างที่เคยเกิดขึ้นในสมัยของท่านศาสดามูฮัมหมัด

จากทฤษฎีท้ายนี้ก็ได้มีหลักฐานที่อาจจะเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า อาณาเขตเบอร์มิวด้าอาจจะเป็นสถานที่กักขังดัจญาลก็เป็นได้

ในอดีตเคยมีคนพบกับดัจญาลมาก่อน..

ฟาตีมะฮฺ บุตรีเกียส ได้กล่าวว่า ฉันได้ยินเสียงเรียกของท่านศาสดามูฮัมหมัดว่า.. ละหมาดคือศูนย์รวม ฉันก็ได้ออกไปยังมัสยิด และละหมาดพร้อมกับท่านศาสดามูฮัมหมัดโดยนั่งทัดจากชายกลุ่มหนึ่ง เมื่อท่านศาสดาเสร็จจากละหมาด ท่านก็มานั้งบนมิมบัรโดยหัวเราะ แล้วก็กล่าวว่า จำเป็นต่อทุกคนต้องยึดที่ละหมาดของตน (ให้นั่งอยู่กับที่) แล้วกล่าวต่อไปว่า พวกท่านรู้หรือไม่ว่า ฉันรวมพวกท่านมาเพื่อเหตุใด? พวกเขากล่าวว่า อัลลอฮฺและศาสดาเท่านั้นที่รู้ดียิ่ง ท่านศาสดากล่าวต่อไปว่า ฉันและอัลลอฮฺไม่ได้รวมพวกท่านมาเพื่อต้องการหรือขมขู่หรอก แต่ทว่าฉันรวมพวกท่านมาก็เพราะว่าท่านตามีมอัดดารีย์ที่เป็นชาวคริสเตียน เขาได้มาแล้วทำาการให้สัตยาบัน และได้เข้ารับอิสลาม เขาได้เล่าเรื่อง ๆ หนึ่งที่ตรงกับเรื่องที่ฉันเคยเล่าให้พวกท่านได้ฟังมาแล้วจากเรื่องของดัจญาล เขาเล่าให้ฉันฟังว่า…

.. เขาแล่นเรือเดินทะเล พร้อมกับคนอีก 30 คนที่เป็นโรคเรื่อน เรือของพวกเขาได้โต้คลื่นนานถึง 1 เดือนในทะเล แล้วพวกเขาก็ได้ไปติดเกาะ ๆ หนึ่งจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก โดยพวกเขาก็นั่งอยู่ที่เรือ แล้วก็เดินเขาไปในเกาะ จนกระทั่งมีสัตว์ตัวหนึ่งที่มีขนมากมายมาพบกับพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าด้านไหนหลังด้านไหนหน้า (เพราะว่าขนมันเยอะ) พวกเขาจึงอุทานว่า.. อะไรกันนี่ !! แกคืออะไรกันแน่? มันก็ได้พูดว่า ฉันคือยัซซาซะฮฺ พวกเขาก็ได้พูดต่อไปว่า อะไรคือยัซซาซะฮฺ มันก็พูดว่า ทุกคนจงไปหาชายที่อยู่ในโบสถ์สิ เขาอยากได้ยินข่าวจากพวกท่านใจจะขาด ท่านตามีมก็ได้กล่าวว่า เมื่อยัซซาซะฮฺมันได้บอกกับเราถึงชายคนหนึ่ง เราก็ได้แยกจากมัน ปรากฏว่ามันเป็นชัยตอน ท่านตามีมก็ได้กล่าวว่า เราก็ได้รีบด่วนไปจนเข้าไปในโบสถ์ ในนั้นมีชายร่างใหญ่ เราได้เห็นมันในสภาพที่เป็นมนุษย์ ถูกมัดไว้แน่น โดยรวบมือทั้ง 2 ไว้ที่ต้นคอ ล่ามขาหรือหน้าแข้งด้วยกับเหล็ก เราจึงอุทานว่า อะไรกันนี่ !! ท่านคืออะไรกัน มันจึงพูดว่า พวกท่านสามารถบอกข่าวให้กับฉันได้ ดังนั้นจงบอกข่าวให้ฉัน พวกท่านเป็นใคร ? พวกเขาได้กล่าวว่าเราเป็นชาวอาหรับ เราได้นั่งเรือมา บังเอิญทะเลเกิดปั่นป่วน พวกเราจึงโต้คลื่นอยู่นานถึง 1 เดือน ต่อมาเราก็มาติดเกาะของท่านนี่แหละ เราก็ได้นั่งอยู่ใกล้ ๆ เรือ แล้วเราก็เดินเขามาในเกาะ แล้วก็พบกับสัตว์มีขนมาก (แล้วพูดคุยกับมัน)

ชายในโบสถ์นั้นจึงกล่าวว่า พวกท่านจงบอกฉันถึงเรื่องอินทผลัมบัยซานซิ เราก็กล่าวว่า ท่านต้องการรู้เรื่องอะไรของมัน ? ชายในโบรถจึงกล่าวว่า ฉันจะถามพวกท่านว่าอินทผลัมนี้มีผลหรือไม่ เราก็ตอบว่า.. ใช่ มันมีผล ชายผู้นั้นก็ได้กล่าวว่า… แน่นอนมันเกือบที่จะไม่ออกผลแล้ว? แล้วก็กล่าวต่อไปว่า ?พวกท่านจงบอกกับฉันถึงเรื่องทะเลสาบต็อบรีย์ซิ ? เราจึงกล่าวว่า… ท่านต้องการรู้เรื่องอะไรของมัน ? มันจึงกล่าวว่า… ในนั้นมีน้ำหรือไม่ ? พวกเขาก็บอกว่า… มันมีน้ำมาก มันก็กล่าวต่อไปว่า… น้ำในทะเลสาบนั้นเกือบที่จะแห้งหมดแล้ว แล้วก็พูดว่า… พวกท่านจงบอกฉันถึงเรื่องตาน้ำซูค๊อร ? พวกเขาก็บอกว่า… ท่านต้องการรู้เรื่องอะไรของมัน ? ชายผู้นั้นตอบว่า… ในตาน้ำมีน้ำหรือไม่ แล้วชาวบ้านซูค๊อรใช้ตาน้ำนี้ทำการเพาะปลูกหรือเปล่า ? เราก็บอกว่า… ใช่ มันมีน้ำมากและใช้ทำการเพาะปลูกด้วย ชายผู้นั้นกล่าวว่า.. จงบอกกับฉันซิ ถึงเรื่องนบี อัลอุมมีย์ (นบีที่ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ คือนบีมูฮัมหมัด) ว่าเขาทำอะไรบ้าง? พวกเขาบอกว่า… นบีได้ออกมาจากมักกะห์มุ้งไปยังเมืองยัซร๊อบ ชายผู้นั้นก็พูดว่า.. อาหรับจะฆ่าเขาใช่ไหม? เราก็บอกว่า.. ใช่ แล้วมันก็เล่าให้ชายผู้นั้นฟังว่า… อย่างไรที่เขาทำกับอาหรับ ? เราก็บอกว่า… อาหรับจะติดตามเขา และภักดีต่อท่านนบี ชายผู้นั้นก็กล่าวว่า… ใช่อย่างที่เล่ามาหรือ? เราก็บอกว่า.. ใช่ แล้วชายผู้นั้นก็กล่าวว่า… หากมันเป็นเช่นนั้น มันก็ดีกับพวกเขาจากการที่พวกเขาภักดีต่อนบี และฉันก็จะบอกกับพวกท่านถึงเรื่องฉัน ฉันคือมาเซียฮฺ (ดัจญาล) อีกไม่นานฉันก็จะถูกอนุญาตให้ออกไปแล้ว แล้วฉันก็จะออกเดินทางไปบนหน้าแผ่นดิน ฉันจะไม่เว้นไปสักหมู่บ้านเดียว แต่ฉันจะไปทุก ๆ หมู่บ้านภายใน 40 คืน นอกจากมักกะห์และตอยยีบะห์ สองเมืองนี้ถูกห้ามสำหรับฉัน ทุก ๆ ครั้งที่ฉันต้องการจะเข้าไปในเมือง ๆ หนึ่ง จะมีบรรดามะลาอิกะฮฺถือดาบวิ่งมาขัดขวางไม่ให้ฉันเข้าไป และถูก ๆ ถนนจากสองเมืองก็จะมีมะลาอิกะฮฺ มารักษาความปลอดภัยอยู่? ท่านฟาติมะฮฺได้เล่าว่า ท่านนบีได้กล่าว และเอานิ้วก้อยจิ้มไปที่มีมบัร ?นี่แหละตอยยีบะฮฺ (หมายถึงมาดีนะห์) โปรดทราบ ฉันเคยเล่าเรื่องดังกล่าวให้พวกท่านฟังแล้วใช่ไหม? ผู้ฟังก็ตอบว่า.. ใช่…

(รายงานโดยมุสลิม อบูดาวุท และตีรมีซีย์)

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook