Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!
ข่าว » ข่าวประจำวัน » ‘มหาเธร์’ถือเรื่องสิทธิของชาวอุยกูร์ที่‘แหกคุกจากไทย’ อยู่เหนือกว่าสายสัมพันธ์กับ‘จีน’

‘มหาเธร์’ถือเรื่องสิทธิของชาวอุยกูร์ที่‘แหกคุกจากไทย’ อยู่เหนือกว่าสายสัมพันธ์กับ‘จีน’

21 ตุลาคม 2018
311   0

ชาวชาติพันธุ์อุยกูร์เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงในกรุงบรัสเซลส์เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2018 เพื่อขอให้สหภาพยุโรปเรียกร้องจีนเคารพสิทธิมนุษยชนในซินเจียง และปิดสิ่งที่พวกเขาระบุว่าเป็น “ศูนย์กักกันให้การศึกษาใหม่”

ความเคลื่อนไหวของนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮาหมัด แห่งมาเลเซีย ในการปล่อยตัวชาวอุยกูร์ 11 คนที่แหกคุกหลบหนีจากประเทศไทย และอนุญาตให้เดินทางไปยังตุรกี ถือเป็นการท้าทายจีนซึ่งได้ขอให้ส่งตัวคนเหล่านี้กลับแดนมังกรในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน และทำท่าว่าจะก่อกวนความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ตึงเครียดอยู่แล้วให้ยิ่งปั่นป่วนขึ้นอีก

สิงคโปร์ – ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับมาเลเซียกำลังถูกกำหนดให้เผชิญกับการทดสอบครั้งใหม่ หลังจากแดนเสือเหลืองซึ่งประชากรส่วนข้างมากเป็นชาวมุสลิม ได้ปล่อยตัวผู้ต้องขังชาวมุสลิมชาติพันธุ์อุยกูร์จำนวน 11 คนให้เป็นอิสระโดยให้เหตุผลทางด้านมนุษยธรรม ทว่าเป็นการเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องมานานแรมเดือนของปักกิ่งที่ให้ส่งตัวคนเหล่านี้กลับไปยังแดนมังกรด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ผู้ต้องขังทั้ง 11 คนถูกตั้งข้อหาเดินทางเข้ามาเลเซียอย่างผิดกฎหมาย ภายหลังหลบหนีจากเรือนจำแห่งหนึ่งในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

คณะอัยการของมาเลเซียถอนข้อหาทั้งหมดที่ตั้งขึ้นมาเล่นงานชาวอุยกูร์เหล่านี้ ทั้งนี้ชาวอุยกูร์เป็นชาวมุสลิมพูดภาษาเตอร์กิก (Turkic language) ซึ่งเป็นชนชาติส่วนน้อยที่เป็นคนพื้นถิ่นของซินเจียง (ซินเกียง) เขตปกครองตนเองเทียบเท่ามณฑลในภาคตะวันตกของจีน เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พวกเขา 11 คนได้รับอนุญาตให้เดินทางไปยังตุรกี ซึ่งมีชาวอุยกูร์จำนวนเป็นพันเป็นหมื่นคนหลบหนีไปที่นั่นอยู่แล้วเพื่อขอพำนักลี้ภัยจากการถูกกล่าวโทษดำเนินคดีของทางการจีน โดยที่ได้รับการต้อนรับด้วยความยินดีจากพวกนักชาตินิยมชาวตุรกีซึ่งถือว่าคนเหล่านี้เป็นเสมือนญาติพี่น้อง

ผู้ต้องขังชาวอุยกูร์ 11 คนเหล่านี้ติดคุกอยู่ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2014 และได้รับคำสั่งให้ต้องอยู่ในสถานกักกันต่อไปจนกว่าจะสามารถพิสูจน์ทราบสัญชาติของพวกเขาได้ อันเป็นสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงซับซ้อนขึ้นมาเนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่า ทั้งจีนและตุรกีต่างอ้างว่าพวกเขาเป็นพลเมืองของตนเอง ปรากฏว่ามีผู้ต้องโทษจำนวน 20 คนแหกคุกไทยหลบหนีออกมาได้สำเร็จเมื่อปีที่แล้ว โดยใช้ผ้าห่มเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับแนวรั้วลวดหนาม จากนั้นก็มีบางส่วนข้ามพรมแดนเข้าไปยังมาเลเซีย

“พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดในประเทศนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ” นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮาหมัด ของมาเลเซีย บอกกับพวกผู้สื่อข่าว ในการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกของเขาเกี่ยวกับประเด็นปัญหานี้ นับตั้งแต่ที่มีการถอนข้อหาผู้ต้องขังชาวอุยกูร์เหล่านี้ อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกคำแถลงแสดงท่าทีแข็งกร้าวทางการทูตคัดค้านการตัดสินใจของแดนเสือเหลือง

“คนเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นบุคคลสัญชาติจีน เราคัดค้านอย่างเด็ดเดี่ยวต่อการที่พวกเขากำลังถูกนำตัวไปยังประเทศที่สาม” คำแถลงฉบับนี้ระบุ พร้อมกับแสดงความหวังว่า มาเลเซียจะ “ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง” ต่อความห่วงใยเช่นนี้ของตน ปักกิ่งนั้นแสดงความกระตือรือร้นมาโดยตลอดในการใช้ความพยายามเพื่อโน้มน้าวชักชวนให้พวกรัฐบาลต่างประเทศส่งตัวชาวชาติพันธุ์อุยกูร์ซึ่งพวกเขาเชื่อว่ามีท่าทีเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง กลับคืนให้แก่แดนมังกรในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

รัฐบาลจีนนั้นได้ดำเนินการปราบปรามขนาดใหญ่โตในซินเจียงด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงปลอดภัยในระยะไม่กี่ปีหลังๆ มานี้ โดยที่มีการประกาศใช้มาตรการจำกัดควบคุมอย่างกว้างขวางในเรื่องการปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลาม ด้วยข้อแก้ต่างที่ว่าเป็นความพยายามในการกำจัดกวาดล้างลัทธิสุดโต่งหัวรุนแรงทางศาสนา ปักกิ่งกล่าวหาว่าพวกแบ่งแยกดินแดนชาวอุยกูร์ที่ติดอาวุธ กำลังวางแผนก่อความไม่สงบ และกำลังดำเนินการโจมตีด้วยวิธีใช้มีดไล่แทงและการวางระเบิดซึ่งได้สังหารชาวชาติพันธุ์ฮั่นที่เป็นชนส่วนข้างมากของจีนไปแล้วหลายร้อยคน

แหล่งข่าวหลายรายซึ่งถูกอ้างอิงเอาไว้ในรายงานข่าวชิ้นหนึ่งของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่เผยแพร่ช่วงก่อนหน้านี้ของปีนี้ อ้างว่ามาเลเซียตกอยู่ใต้ “แรงกดดันอย่างมหึมา” ให้เนรเทศชาวอุยกูร์เหล่านี้ไปยังจีนแทนที่จะส่งกลับประเทศไทย ในเวลาต่อมาทั้งสำนักงานทางการทูตของชาติตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ พยายามที่จะเกลี้ยกล่อมทางการผู้รับผิดชอบของมาเลเซียไม่ให้ส่งมอบชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ให้ปักกิ่ง โดยระบุว่าหวั่นเกรงพวกเขาจะต้องถูกกล่าวโทษพิจารณาความผิดถ้าหากกลับบ้านไป

ก่อนหน้านี้ คณะบริหารชุดก่อนของอดีตนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย ได้เดินหน้าทำตามกระบวนการที่จะให้ส่งตัวชาวอุยกูร์เหล่านี้กลับไปในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนตามคำขอของฝ่ายปักกิ่ง โดยที่จากข้อมูลข่าวสารทางชีวมิติ (Biometric information) ซึ่งทางจีนส่งมาให้ ทำให้สามารถจับกุมชาวอุยกูร์ในมาเลเซียได้รวม 29 คนนับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา ทั้งหมดต่างถูกเนรเทศกลับไปจีน รวมทั้งจำนวน 6 คนที่ถูกส่งตัวกลับฐานเป็นผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อปี 2012 ถึงแม้พวกเขากำลังอยู่ระหว่างการรอคอยภายหลังยื่นหนังสือขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัย

ในกรณีของชาวอุยกูร์ 11 คนคราวนี้ “ฮิวแมน ไรต์ส วอตช์” (Human Rights Watch) กลุ่มล็อบบี้ด้านสิทธิซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ในสหรัฐฯ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียในตอนนั้น ดำเนินการให้ผู้ต้องขังเหล่านี้สามารถเข้าถึงกระบวนการวินิจฉัยตัดสินให้สถานะผู้ลี้ภัย ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯก็เรียกร้องในทำนองเดียวกัน โดยรบเร้ามาเลเซียให้การคุ้มครองชั่วคราวแก่พวกเขาทั้ง 11 คน ในระหว่างอยู่ในกระบวนการวินิจฉัยว่าพวกเขาพึงได้รับการปกป้องคุ้มครองในฐานะผู้ลี้ภัยหรือไม่

มาเลเซียได้เจรจาหารือกับพวกเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของไทยมาหลายครั้งเกี่ยวกับชะตากรรมของชาวอุยกูร์ที่ถูกคุมขังเหล่านี้ ถึงแม้ไม่เคยบรรลุข้อตกลงอะไรเลย ในตอนนั้นพวกนักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่าในที่สุดแล้วมาเลเซียจะยินยอมทำตามข้อเรียกร้องของจีนที่ให้ส่งตัวกลับในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน อย่างที่แดนเสือเหลืองเองก็ได้เคยกระทำมาในอดีต ทั้งนี้เพื่อธำรงรักษาและแผ่ขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและทางด้านความมั่นคง ซึ่งก็แข็งแรงมากอยู่แล้ว

ก่อนหน้าความพ่ายแพ้ย่อยยับของเขาในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นาจิบต้องพึ่งพาอาศัยการเจือจานในทางเศรษฐกิจจากจีนมาเป็นเครื่องพยุงชูชีพทางการเมือง ถึงแม้ก่อนหน้าปี 2012 แดนเสือเหลืองมีฐานะเป็นรายที่ค่อนข้างเล็กในบรรดาประเทศซึ่งรับเม็ดเงินลงทุนจากจีน ทว่าในช่วงหลังจากนั้นแล้ว มาเลเซียที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนาจิบ ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในจุดปลายปลายทางเพื่อการลงทุนระดับสูงสุด สำหรับโครงการต่างๆ ซึ่งโยงใยอยู่กับแผนการริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative หรือ BRI) มูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯของจีน

สำหรับคณะรัฐบาลชุดใหม่ของมาเลเซียที่นำโดยมหาเธร์ ใช้จุดยืนต่อจีนอย่างชนิดมีอิสระยิ่งกว่ากันมาก โดยถือเรื่องการปรับเปลี่ยนสายสัมพันธ์ที่มีอยู่กับปักกิ่งเสียใหม่ เป็นเรื่องหลักที่มีลำดับความสำคัญสูงเรื่องหนึ่งในทางด้านนโยบายการต่างประเทศ ตั้งแต่ที่เข้ารับตำแหน่งในเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา คณะบริหารของมหาเธร์ได้ยกเลิกหรือเลื่อนโครงการต่างๆ ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วได้ลงนามกับบริษัทต่างๆ ของจีนรวมเป็นมูลค่าราวๆ 23,000 ล้านดอลลาร์

ถึงแม้มหาเธร์ได้เคลื่อนไหวเพื่อรีเซตเงื่อนไขต่างๆ สำหรับการติดต่อสัมพันธ์กับจีนแล้วเช่นนี้ แต่คณะรัฐบาลของเขาก็ได้ส่งสัญญาณออกมาอย่างสม่ำเสมอว่าให้ความสนับสนุนอย่างกว้างขวางแก่แผนการริเริ่ม BRI และยินดีต้อนรับการลงทุนของฝ่ายจีน พวกสื่อมวลชนภาครัฐของจีนในระยะหลายเดือนหลังๆ มานี้มีท่าทีค่อนข้างระมัดระวังในเวลาแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ความพยายามในการปรับสมดุลเสียใหม่ของมหาเธร์ รวมทั้งดูเหมือนใส่ใจมากกับการที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์คณะรัฐบาลใหม่ชุดนี้ของมาเลเซีย

อันที่จริงปักกิ่งได้แสดงให้เห็นถึงความอดทนอดกลั้น รวมทั้งแสดงความเต็มใจในระดับหนึ่งที่จะรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์อันมีน้ำหนักเกี่ยวกับโครงการเมกะโปรเจคต์ต่างๆ ซึ่งมหาเธร์แสดงท่าทีคัดค้านอย่างระมัดระวังด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่าการที่มาเลเซียท้าทายอย่างเปิดเผยด้วยการเพิกเฉยต่อคำขอร้องของจีนที่ให้ส่งตัวชาวอุยกูร์ที่ขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัย กลับไปยังแดนมังกรคราวนี้ อาจจะทำให้ปักกิ่งรู้สึกว่ากัวลาลัมเปอร์ชักไปไกลเกินกว่าจะยอมรับได้แล้ว

“กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกคำแถลงบอกว่า ตนคัดค้านความเคลื่อนไหวเช่นนี้ “อย่างเด็ดเดี่ยว” (resolutely) นี่เป็นวลีที่จีนไม่ค่อยใช้กันนัก โดยปกติแล้วสงวนไว้สำหรับประเด็นปัญหาที่จีนถือว่าเป็นผลประโยชน์แกนกลางของตน อย่างเช่นเรื่องไต้หวัน หรือทะเลจีนใต้” ชาห์ริมาน ล็อคมาน (Shahriman Lockman) นักวิเคราะห์อาวุโสที่สถาบันยุทธศาสตร์และการระหว่างศึกษา (Institute of Strategic & International Studies) ในมาเลเซีย ระบุ

“มีเหตุผลดีทีเดียวที่จะคาดหมายว่า จีนจะใช้มาตรการซึ่งสร้างภาระต้นทุนจำนวนหนึ่งต่อมาเลเซีย ถ้าหากไม่มีเหตุผลอย่างอื่นอีกนอกเหนือจากเพื่อเตือนประเทศอื่นๆ ให้ยินยอมกระทำตามความปรารถนาของจีนในเรื่องการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับแดนมังกรในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน” นี่เป็นคำพูดของนักวิเคราะห์ผู้นี้ ซึ่งเชื่อว่าการเนรเทศชาวอุยกูร์พวกนี้กลับไปจีนเป็นสิ่งที่รัฐบาลมหาเธร์ “แบกรับไม่ไหว” อยู่ดี เมื่อพิจารณาจากความสนับสนุนอันแรงกล้าของภาคประชาสังคมในมาเลเซีย ซึ่งให้แก่ผู้ต้องขังเหล่านี้

“ชาวมุสลิมและพวกเอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชน คือกลไกสำคัญในการล็อบบี้รัฐบาลให้ยอมปล่อยตัวชาวอุยกูร์ 11 คนนี้เป็นอิสระและเดินทางไปยังตุรกี มาเลเซียนั้นเป็นประเทศที่ให้ความสนับสนุนอย่างแข็งขันแก่ประชาคมชาวมุสลิมในตลอดทั่วโลกอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวปาเลสไตน์ และชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์โรฮิงญาของพม่า” เขากล่าว “แต่เราก็ไม่ควรเสแสร้งว่าในบางครั้งบางคราวเราก็มีการเลือกปฏิบัติอยู่เหมือนกัน”

ภายใต้การบริหารปกครองของมหาเธร์ ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงตั้งแต่ปี 1981 ถึง 2003 มาเลเซียได้เคย “เงียบเฉยจนผิดสังเกต” ระหว่างที่รัสเซียเปิดการรณรงค์ทางทหารในแคว้นเชชเนียในช่วงทศวรรษ 1990 นักวิเคราะห์ผู้นี้ชี้ “ผมไม่คาดหมายหรอกว่ามาเลเซียจะส่งเสียงดังเป็นพิเศษในกรณีชาวอุยกูร์ เมื่อคำนึงถึงความสำคัญของสายสัมพันธ์ที่มีกับจีน รัฐบาลนี้ก็เพียงแค่ทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อคลายแรงบีบคั้นภายในประเทศต่อประเด็นปัญหานี้เท่านั้น”

ขณะที่ยังคงต้องเฝ้าติดตามกันต่อไปว่าการแสดงท่าทีท้าทายต่อจีนครั้งล่าสุดของมหาเธร์นี้ จะบานปลายกลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งทางการทูตแบบจัดเต็มหรือไม่ แต่เท่าที่ผ่านมาจนถึงเวลานี้พวกสื่อมวลชนภาครัฐของจีนค่อนข้างสงบเงียบทีเดียวต่อความเคลื่อนไหวคราวนี้ของแดนเสือเหลือง ตรงกันข้ามกลับกำลังชี้นิ้วกล่าวหาอย่างกราดเกี้ยวไปที่พวกนักการเมืองและสื่อมวลชนของฝ่ายตะวันตก ว่ากำลังเปิดฉากวาทกรรม “ต่อต้านจีนระลอกใหม่” ในเรื่องที่ปักกิ่งใช้ความพยายามอย่างแข็งขันเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายในซินเจียง

“พลังต่างๆ ของฝ่ายตะวันตกไม่ได้สนใจใยดีต่อสวัสดิภาพของประชาชนในซินเจียง พวกเขาปรารถนาที่จะนำเอาเสถียรภาพในซินเจียงและชีวิตของผู้คนเป็นแสนๆ คนมาสังเวย เพียงเพื่อให้ได้ชัยชนะทางภูมิรัฐศาสตร์เหนือประเทศจีนแม้สักครั้งเดียวก็ยังดี” นี่เป็นข้อความในบทบรรณาธิการเมื่อเร็วๆ นี้ของ โกลบอลไทมส์ (Global Times) หนังสือพิมพ์แทบลอยด์แนวทางชาตินิยมที่อยู่ในเครือของเหรินหมินรึเป้า (People’s Daily) ปากเสียงอย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน บทบรรณาธิการชิ้นนี้มีเนื้อหามุ่งปกป้องแก้ต่างให้แก่การที่จีนแก้ไขปรับปรุงกฎหมายใหม่ เพื่อรับรองให้รับบาลท้องถิ่นสามารถใช้สิ่งปลูกสร้างในด้านการกักกันคุมขัง ซึ่งพวกนักวิพากษ์วิจารณ์ประทับตราว่าเป็น “ค่ายกักกันเพื่อให้การศึกษาใหม่”

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการชุดหนึ่งของสหประชาชาติแถลงว่า ได้รับ “รายงานที่น่าเชื่อถือจำนวนหนึ่ง” ซึ่งระบุว่ามีชนชาติส่วนน้อยชาติพันธุ์อุยกูร์และชาวมุสลิมอื่นๆ จำนวนอาจจะสูงถึง 1 ล้านคนทีเดียว กำลังถูกกักกันอยู่ตามค่ายดังกล่าว และตกเป็นเหยื่อของ “การปลูกฝังลัทธิความเชื่อทางการเมือง” ขณะที่ทางปักกิ่งได้อ้างอิงถึงสถานที่เหล่านั้นว่าเป็น “ศูนย์ฝึกอบรมด้านวิชาชีพ” ซึ่งพวกที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาระดับลหุโทษไม่ร้ายแรงอะไร ได้รับการฝึกอบรมเพื่อดัดนิสัยเสียใหม่

จีนนั้นปฏิเสธว่าไม่ได้มีการกักขังตามอำเภอใจหรือมีการปฏิบัติอย่างย่ำแย่ต่อพลเมืองของตน ถึงแม้ว่าในเวลาเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขสถิติว่ามีชาวอุยกูร์และชาวมุสลิมจำนวนมากน้อยขนาดไหนกำลังถูกคุมขังอยู่ในซินเจียง พวกนักวิพากษ์วิจารณ์ได้ตราหน้าความพยายามเพื่อเข้าบังคับควบคุมทางการเมืองและทางสังคมในมณฑลแห่งนี้ว่า เป็นการรณรงค์เพื่อที่จะดูดกลืน ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะลบล้างวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาวอุยกูร์

“รัฐบาลจีนนั้นจะไม่ยินยอมปล่อยให้ซินเจียงกลายเป็นซีเรียแห่งที่สอง ลิเบียแห่งที่สอง หรืออิรักแห่งที่สอง” เล่อ อี้ว์เฉิง (Le Yucheng) รองรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน บอกกับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) ระหว่างการให้สัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ โดยยืนยันว่าความประพฤติการกระทำของปักกิ่งนั้นสอดคล้องอยู่ในแนวเดียวกันกับความพยายามต่อต้านการก่อการร้ายของทั่วโลก เจ้าหน้าที่ผู้นี้ระบุด้วยว่า การลุกฮือปั่นป่วนในซินเจียงอาจจะแผ่ซ่านผ่านออกไปนอกพรมแดนของจีน “และอาจจะกระจายไปยังยุโรปได้”

ที่มา:มติชนออนไลน์