Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!
ความรู้ » ความรู้ทั่วไป » ผลวิจัยชี้ “โรคปวดหลัง” จะไม่เกิดกับมุสลิมที่รักษาการละหมาด

ผลวิจัยชี้ “โรคปวดหลัง” จะไม่เกิดกับมุสลิมที่รักษาการละหมาด

5 ตุลาคม 2018
584   0

การละหมาดช่วยรักษาโรคปวดหลังได้
(โดย : ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ)

โรคปวดหลังกลายเป็นโรคเรื้อรังของชาวออฟฟิศไปเสียแล้ว หลายคนอาจลองบิดซ้ายบิดขวาหรือลองลุกขึ้นเดินเพื่อยืดเส้นยืดสายสักหน่อยแต่อาการปวดหลังก็ไม่ได้ทุเลาลง

อย่างไรก็ตาม โรคปวดหลังอาจไม่เกิดขึ้นกับชาวมุสลิมสักเท่าไร เพราะผลวิจัยล่าสุดจากสหรัฐอเมริกาได้ออกมาเปิดเผยว่า ท่วงท่าการละหมาดของชาวมุสลิมช่วยลดโอกาสของโรคปวดหลังได้หากทำอย่างถูกวิธี

โดยงานวิจัยดังกล่าวชื่อว่า ‘An ergonomic study of body motions during Muslim prayer using digital human modelling’ ถูกตีพิมพ์ลงนิตยสาร International Journal of Industrial and Systems Engineering ซึ่งงานชิ้นนี้ค้นพบว่า การละหมาดไม่เพียงขจัดความวิตกกังวลทางร่างกาย แต่ยังช่วยจัดท่าของข้อศอกและเข่าให้อยู่ในองศาที่เหมาะสมแล้วยังสามารถเป็นแนวทางรักษาแบบเวชปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งได้อีกด้วย

ปกติแล้วชาวมุสลิมทั่วโลกกว่า 1.6 พันล้านคนทำการละหมาด 5 ครั้งต่อวันและหันศีรษะของตนไปยังทิศที่ตั้งของเมืองเมกกะ โดยเรียกการคุกเข่าและโน้มตัวลงจนศีรษะติดพื้นว่า ‘สุญูด (sujud)’

“การละหมาดของชาวมุสลิมมีท่วงท่าที่คล้ายกับการเล่นโยคะซึ่งช่วยบรรเทาโรคปวดหลังส่วนล่างได้” โมฮัมหมัด คาห์ซอว์เนห์ (Mohammad Khasawneh) อาจารย์จากมหาวิทยาลัย Penn State Behrend รัฐเพนซิลเวเนีย และผู้ร่วมเขียนงานวิจัยชิ้นนี้ให้คำตอบถึงสาเหตุที่ว่า ทำไมการละหมาดถึงช่วยรักษาอาการปวดหลังได้

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยไม่ได้พิจารณาเกี่ยวกับการละหมาดสำหรับคนพิการนั้นมีผลต่ออาการปวดหลังอย่างไรบ้าง เนื่องจากเป็นงานที่มุ่งศึกษาแต่กลุ่มคนที่มีร่างกายปกติ

“สุขภาพกายได้รับอิทธิพลจากปัจจัยที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจและสังคม ไลฟ์สไตล์รวมถึงศาสนา การละหมาดจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถขจัดความกังวลทั้งทางใจและทางกายได้ อีกทั้งยังเป็นแนวทางรักษาแบบเวชปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพต่อความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและโครงกระดูกได้อีกด้วย (neuro-musculoskeletal dysfunction)” คาห์ซอว์เนห์ อธิบายเพิ่มเติม

อ้างอิงข้อมูลจาก : independent.co.uk

ที่มา : http://waymagazine.org/islamicprayer/