ฮิตตลอดกาล » ต้องรอดให้ได้ อัยยูบ..หนุ่มมุสลิมโรฮิงญา แบกพ่อแม่จากอารากันเดินทาง 12 วันจนถึงบังกลาเทศ

ต้องรอดให้ได้ อัยยูบ..หนุ่มมุสลิมโรฮิงญา แบกพ่อแม่จากอารากันเดินทาง 12 วันจนถึงบังกลาเทศ

11 กันยายน 2017
6103   0

อัยยูบ..หนุ่มชาวมุสลิมโรฮิงญา ได้แบกพ่อและแม่มาจากอารากันเดินทางมา 12 วันกว่าจะมาถึงเขตแดนบังกลาเทศ

เป็นความอดทนที่น่ายกย่องและเป็นคนกตัณญูต่อบิดามารดาเป็นอย่างยิ่ง
#แท้จริงพระองค์ทรงประทานบิดามารดาเพื่อให้เราได้ความกตัณญูรู้คุณต่อท่านทั้งสอง

อัลฮัมดุลิลลาฮ์
เพจ We Are Arakan

—————————————–

การปฏิบัติต่อ พ่อ แม่ ในศาสนาอิสลาม
พ่อและแม่เป็นบุคคลสำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์แต่ละคน ทั้งสองคือผู้ให้กำเนิด ผู้เลี้ยงดู อบรมสั่งสอนลูกตั้งแต่ยังเป็นทารกแบเบาะด้วยความเหนื่อยยากลำบาก จนเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่มีงานมีการและครอบครัวเป็นของตนเอง
ด้วยเพราะพ่อแม่มีความสำคัญต่อมนุษย์ถึงเพียงนี้ อิสลามจึงได้สั่งกำชับให้มนุษย์ทุกคนทำดีและแสดงความกตัญญูต่อบิดามารดาของตน
ความกตัญญูและการทำดีต่อพ่อแม่นั้นเป็นหน้าที่ที่สูงส่งและสำคัญรองลงมาจากการเคารพภักดีอัลลอฮฺเลยทีเดียว เช่นที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า
وَاعْبُدُواْ اللهَ وَلاَ تُشْرِكُواْ بِهِ شَيْئاً وَبِالْوَالِدَيْنِ إِحْسَاناً  (سورة النساء:36)
“สูเจ้าทั้งหลายจงเคารพภักดีอัลลอฮฺและอย่าได้ตั้งภาคีใดๆ ต่อพระองค์ และกับบิดามารดานั้นสูเจ้าจงทำดีกับทั้งสอง” (อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัน-นิสาอฺ: 36)
ครั้งหนึ่งมีผู้ถามท่านรอซูล ว่าสิ่งใดถือว่าเป็นงานที่ประเสริฐที่สุด ท่านได้ตอบว่า “การละหมาดในเวลา การทำดีต่อบิดามารดา และการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ” (รายงานโดย อัล-บุคอรีย์)
จากลำดับที่ถูกกล่าวถึงในหะดีษแสดงให้เห็นว่า การทำดีต่อบิดามารดานั้นมีความประเสริฐกว่าออกไปต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ เช่นที่มีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งในสมัยของท่านรอซูล ซึ่งได้มีชายผู้หนึ่งมาขออนุญาตท่านออกไปร่วมรบในสงคราม
ท่านรอซูลได้ถามชายผู้นั้นว่าเขายังมีพ่อแม่อยู่อีกไหม เขาตอบว่ายังมี ดังนั้นท่านจึงสั่งให้ชายผู้นั้นกลับไปดูแลพ่อแม่ของเขา ด้วยการกล่าวว่า “จงอยู่ดูแลคนทั้งสอง เพราะแท้จริงสวรรค์นั้นอยู่ใต้เท้าของทั้งสองคน (คือด้วยการทำดีต่อพ่อแม่)” (รายงานโดย อัต-เฏาะบะรอนีย์)
การอกตัญญูหรือการเนรคุณพ่อแม่นั้นถือว่าเป็นบาปใหญ่ที่ต้องได้รับการลงโทษอย่างแสนสาหัสในวันอาคิเราะฮฺ(วันปรโลก)
ท่านรอซูล ได้กล่าวไว้มีความว่า “ในจำนวนบาปใหญ่ทั้งหลายคือการเนรคุณต่อพ่อแม่” (รายงานโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม)
แม้แต่เพียงการกล่าวไม่ดีต่อพ่อแม่ก็เป็นสิ่งต้องห้าม เช่นการกล่าว “อุ๊ฟ” หรือ “หึ” ใส่พ่อแม่ หรือการปฏิเสธพ่อแม่ การตะคอกใส่พ่อแม่ การแสดงอาการเกลียดชังและไม่เคารพต่อทั้งสองคนก็เช่นเดียวกัน อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า
وَقَضَى رَبُّكَ أَلاَّ تَعْبُدُواْ إِلاَّ إِيَّاهُ وَبِالْوَالِدَيْنِ إِحْسَاناً إِمَّا يَبْلُغَنَّ عِندَكَ الْكِبَرَ أَحَدُهُمَا أَوْ كِلاَهُمَا فَلاَ تَقُل لَّهُمَا أُفٍّ وَلاَ تَنْهَرْهُمَا وَقُل لَّهُمَا قَوْلاً كَرِيماً، وَاخْفِضْ لَهُمَا جَنَاحَ الذُّلِّ مِنَ الرَّحْمَةِ وَقُل رَّبِّ ارْحَمْهُمَا كَمَا رَبَّيَانِي صَغِيراً  (سورة الإسراء:23-24)
“และพระผู้อภิบาลของเจ้าได้สั่งไม่ให้พวกเจ้าเคารพภักดีผู้ใดเว้นแต่อัลลอฮฺเพียงผู้เดียว และต้องทำดีกับบิดามารดาทั้งสอง แม้นว่าทั้งสองนั้นหรือใครคนใดคนหนึ่งได้แก่ชราลง ดังนั้นเจ้าอย่าได้กล่าว “อุ๊ฟ”(กล่าว “หึ” แสดงความเบื่อหน่ายหรือรำคาญ) อย่าตะคอกใส่ทั้งสอง และจงกล่าวคำพูดที่ดีกับทั้งสองคน จงนอบน้อมตนให้กับทั้งสองด้วยความเมตตา และจงกล่าวขอพรให้กับทั้งสองว่า ‘โอ้ผู้อภิบาลแห่งข้าได้โปรดเมตตาทั้งสองคนเช่นเดียวกับที่ทั้งสองได้เลี้ยงดูข้าเมื่อครั้งยังเล็กๆ’”   (อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัล-อิสรออฺ :23-24)
ฉะนั้น มนุษย์จะไม่พบกับความดีงามในโลกนี้ได้เลยถ้าหากเขาเป็นผู้เนรคุณและอกตัญญูต่อพ่อแม่ทั้งสองคนของเขา

สถานะของมารดาในอิสลาม

“แม่”ในอัล-กุรอาน
มีอายะฮฺอัล-กุรอานหลายอายะฮฺที่กำชับให้ทำดีกับบิดามารดา ตัวอย่างเช่น ในสูเราะฮฺ อัล-อิสรออ์ อายะฮฺที่ 23-24
«وَقَضىٰ رَبُّكَ أَلاَّ تَعْبُدُواْ إِلاَّ إِيَّاهُ وَبِالْوَالِدَيْنِ إِحْسَاناً إِمَّا يَبْلُغَنَّ عِندَكَ الْكِبَرَ أَحَدُهُمَا أَوْ كِلاَهُمَا فَلاَ تَقُل لَّهُمَا أُفٍّ وَلاَ تَنْهَرْهُمَا وَقُل لَّهُمَا قَوْلاً كَرِيماً، وَاخْفِضْ لَهُمَا جَنَاحَ الذُّلِّ مِنَ الرَّحْمَةِ وَقُل رَّبِّ ارْحَمْهُمَا كَمَا رَبَّيَانِي صَغِيراً) (الإسراء : ٢٣-24)َ
ความว่า “และองค์อภิบาลของเจ้าได้สั่งว่า พวกเจ้าอย่าได้เคารพภักดีผู้อื่นนอกจากพระองค์ และกับบิดามารดานั้นจะต้องทำดี เมื่อผู้ใดระหว่างบิดามารดาหรือทั้งสองคนได้บรรลุวัยชราอยู่กับเจ้า ดังนั้นจงอย่ากล่าวแก่ทั้งสองว่า อุฟ (นั่นคือกล่าวแสดงความไม่พอใจ) และอย่าขู่เข็ญท่านทั้งสอง และจงกล่าวกับทั้งสองด้วยคำพูดที่ดี และจงอ่อนน้อมแก่ท่านทั้งสองด้วยความเมตตา และจงขอว่า โอ้ผู้อภิบาลฉัน ทรงโปรดเมตตาแก่ท่านทั้งสองเช่นที่พวกเขาได้เลี้ยงดูฉันมาเมื่อครั้งยังเยาว์วัย”

เป็นที่สังเกตว่า อัลลอฮฺได้กล่าวถึงการทำดีกับพ่อแม่หลังจากที่พระองค์สั่งให้เคารพภักดีพระองค์ เป็นการบอกถึงความสำคัญที่ต้องทดแทนคุณของทั้งสอง และยังเจาะจงกำชับการทำดีกับทั้งสองเมื่อถึงวัยชรา เพราะเวลานั้นลูกย่อมต้องเป็นที่ต้องการเพื่อดูแลปรนนิบัติและช่วยเหลือพ่อแม่มากกว่าเวลาอื่นใด (ดูบทอธิบายใน ฟัตหุล เกาะดีรฺ ของอัช-เชากานีย์)

นี่คืออิสลาม คำสอนที่กำหนดให้การทำดีกับพ่อแม่เป็นภาระหน้าที่สำคัญรองลงมาจากการศรัทธาและอิบาดะฮฺในขณะที่ความสำคัญของแม่เพียงผู้เดียวก็เป็นที่เด่นชัดและถูกกำชับมากขึ้นอีก เพราะอัลลอฮฺได้สั่งให้ทำดีกับพ่อแม่และได้เจาะจงพูดถึงแม่ด้วยการอธิบายถึงความยากลำบากและความเหนื่อยยากในการอุ้มท้อง ในสูเราะฮฺ ลุกมาน อายะฮฺที่ 14

«وَوَصَّيْنَا الْإِنسَانَ بِوَالِدَيْهِ حَمَلَتْهُ أُمُّهُ وَهْناً عَلَى وَهْنٍ وَفِصَالُهُ فِي عَامَيْنِ أَنِ اشْكُرْ لِي وَلِوَالِدَيْكَ إِلَيَّ الْمَصِيرُ» (لقمان : 14 )
ความว่า “และเราได้สั่งมนุษย์ให้ทำดีกับพ่อแม่ของเขา ผู้เป็นแม่ได้อุ้มครรภ์เขาด้วยความเหนื่อยยากเป็นทวี และยังให้นมเขาในเวลาสองปี เจ้าจงขอบคุณข้า(หมายถึงพระองค์อัลลอฮฺ) และขอบคุณบิดามารดาของเจ้า ยังข้านั้นคือที่ที่เจ้าต้องกลับมา”

อัลลอฮฺยังได้ตรัสในสูเราะฮฺ อัล-อะห์กอฟ อายะฮฺที่ 15 อีกว่า
(وَوَصَّيْنَا الْإِنسَانَ بِوَالِدَيْهِ إِحْسَاناً حَمَلَتْهُ أُمُّهُ كُرْهاً وَوَضَعَتْهُ كُرْهاً وَحَمْلُهُ وَفِصَالُهُ ثَلَاثُونَ شَهْراً) (الأحقاف : 15 )
ความว่า “และเราได้สั่งมนุษย์ให้ทำดีกับพ่อแม่ของเขา มารดาของเขาได้อุ้มท้องเขาด้วยความเหนื่อยยาก และได้คลอดเขาด้วยความเจ็บปวด ทั้งอุ้มครรภ์และให้นมในเวลาสามสิบเดือน”

นักอรรถาธิบายอัล-กุรอานได้กล่าวว่า เหตุที่อัลลอฮฺทรงกล่าวถึงมารดาและการอุ้มท้องของนาง เพื่อการย้ำถึงหน้าที่ที่ต้องทำดีกับนาง นี่คือสถานะของแม่ในอัล-กุรอานและบัญญัติของอิสลามที่ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนหาจากที่อื่นอีกเลย

แม่ในคำสอนของท่านศาสนทูต
แม่เป็นผู้ที่ควรต้องได้รับการเอาใจใส่และตอบแทนคุณมากกว่าบิดา ในหะดีษมีว่า
جَاءَ رَجُلٌ إِلَى رَسُولِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقَالَ: يَا رَسُولَ اللهِ مَنْ أَحَقُّ النَّاسِ بِحُسْنِ صَحَابَتِي؟ قَالَ: «أُمُّكَ» قَالَ: ثُمَّ مَنْ؟ قَالَ: «ثُمَّ أُمُّكَ» قَالَ: ثُمَّ مَنْ؟ قَالَ: «ثُمَّ أُمُّكَ» قَالَ: ثُمَّ مَنْ؟ قَالَ: «ثُمَّ أَبُوكَ».
ความว่า เศาะหาบะฮฺ(สาวก)ท่านหนึ่งได้ถามท่านศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่าผู้ใดที่ฉันควรทำดีต่อเขามากที่สุด ? ท่านตอบว่า “มารดาของท่าน” เศาะหาบะฮฺผู้นั้นได้ถามต่อว่าหลังจากนั้นล่ะ ? ท่านตอบอีกว่า “มารดาของท่าน” เขาถามท่านต่ออีกว่า หลังจากนั้นเป็นผู้ใดต่อ ? ท่านศาสนทูตยังตอบอีกว่า “มารดาของท่าน” เศาะหาบะฮฺผู้นั้นยังไม่หยุดถามว่า หลังจากนั้นเป็นใครอีก? ในที่สุดท่านศาสนทูตจึงตอบว่า “บิดาของท่าน” (บันทึกโดย อัล-บุคอรี 5971)

จากหะดีษข้างต้นเข้าใจว่า สำหรับแม่แล้วควรจะต้องได้รับการทำดีมากกว่าผู้เป็นพ่อถึงสามเท่า เพราะเหตุจากความยากลำบากในการอุ้มท้อง การคลอดและการให้นม ความเหนื่อยยากเหล่านี้มีเพียงแม่ผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องแบกรับส่วนพ่อนั้นมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูเท่านั้น (ดู ฟัตหุล บารี 12/492)

ท่านศาสนทูต  ยังได้กล่าวอีกว่า
«إِنَّ اللهَ يُوصِيْكُمْ بِأُمَّهَاتِكُمْ ـ ثَلَاثًا ـ إِنَّ اللهَ تَعَالٰى يُوْصِيْكُمْ بِآبَائِكُمْ ـ مَرَّتَيْنِ ـ إِنَّ اللهَ تَعَالٰى يُوْصِيْكُمْ بِالْأَقْرَبِ فَالْأَقْرَبِ»ْ
ความว่า “แท้จริงอัลลอฮฺได้สั่งเสียพวกเจ้าให้ทำดีกับมารดา (ท่านได้กล่าวสามครั้ง) แท้จริงอัลลอฮฺได้สั่งเสียพวกเจ้าให้ทำดีกับบิดาของพวกเจ้า (ท่านได้กล่าวสองครั้ง) แท้จริงอัลลอฮฺได้สั่งเสียพวกเจ้าให้ทำดีกับผู้ที่ใกล้กับพวกเจ้าที่สุดและผู้ที่ใกล้กับพวกเจ้าผู้ถัดไปเรื่อยๆ” (เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ1924)

การอกตัญญูต่อพ่อแม่นั้นเป็นความผิดที่ร้ายแรง แต่การอกตัญญูต่อแม่นั้นมีบาปที่มหันต์ยิ่งกว่า เพราะท่านศาสนทูต ได้บอกอย่างเจาะจงเลยว่าอัลลอฮฺทรงห้ามการอกตัญญูต่อผู้เป็นแม่ ท่านได้กล่าวว่า
«إِنَّ اللهَ حَرَّمَ عَلَيْكُمْ عُقُوقَ الْأُمَّهَاتِ … »
ความว่า “แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงห้ามการอกตัญญูต่อผู้เป็นมารดา” (บันทึกโดย อัลบุคอรี 5975)

ครั้งหนึ่ง ท่านศาสนทูต ได้ประกาศในขณะที่จะออกไปญิฮาดทำสงครามกับกองทัพของศัตรู สาวกผู้หนึ่งได้มาหาท่าน เพื่อขอร่วมในการพลีชีพเพื่อสวนสวรรค์ด้วย ท่านกลับถามเขาว่า “ท่านมีมารดาอยู่หรือไม่?” ชายผู้นั้นตอบว่า มี ท่าน ศาสนทูต จึงกล่าวแก่เขาว่า
«الْزَمْهَا فَإِنَّ الْجَنَّةَ تَحْتَ أَقْدَامِهَا»
“จงกลับไปอยู่กับแม่ของท่าน เพราะแท้จริงสวรรค์อยู่ใต้ฝ่าเท้าของนาง” (เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 1248)

ความหมายที่ถูกอธิบายก็คือ ผลตอบแทนที่เป็นสวรรค์นั้นเกี่ยวข้องกับการทำดีต่อผู้เป็นแม่ ด้วยการทำให้แม่พอใจ เสมือนกับว่าแม่นั้นเป็นเจ้าของสวรรค์ ผู้ใดที่ต้องการจึงต้องเข้าไปหาและทำดีกับแม่จึงจะได้รับผลตอบแทนนั้น (ดูบทอธิบายของ อิมาม อัส-สินดีย์ ต่อ สุนัน อัน-นะสาอีย์ 5/318)

เพียงเท่านี้คงพอจะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า อิสลามได้ให้ความหมายกับสถานะผู้เป็นแม่ไว้สูงเพียงใด อัลลอฮฺเท่านั้นที่ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งด้วยความลำเลิศ และอัลลอฮฺเท่านั้นที่ทรงกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง

ซุฟอัม อุษมาน
By : Islamhouse