Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

จะยังไม่ได้รับรางวัลแห่งความดีใดๆ หากยังไม่ยอมใช้หนี้

ADMIN

ถ้าผิดนัดชำระ คืนไม่ตรงเวลา หรือเบี้ยว บาปอย่างไร?

กรณีลักษณะนี้ หากผิดนัดชำระหรือใช้คืนไม่ตรงเวลา เราควรจะสื่อสารหรือพูดจากับผู้ให้ยืมทราบล่วงหน้า เพื่อขอความกรุณาให้เลื่อนวันที่กำหนดไปวันอื่น โดยอ้างเหตุผลหรือความจำเป็นที่เป็นอุปสรรค ทั้งนี้ ต้องมีความเป็นจริงหรือสัจจะเป็นที่ตั้ง แต่หากเบี้ยว หรือไม่ยอมใช้คืน ก็ถือเป็น “บาป” อย่างแน่นอน

เรื่องนี้ ถือเป็นภารกิจจำเป็นสำหรับบุคคลที่กู้ยืมทรัพย์ผู้อื่น จะต้องมีเจตนาแน่วแน่เพื่อจะชดใช้หนี้ มิฉะนั้น อัลลอฮฺจะทรงให้ทรัพย์สินนั้นเกิดหายนะ ดังความหมายของอัลหะดีษที่ว่า

“ผู้ใดที่รับทรัพย์ของผู้อื่น (กู้ยืม)โดยมีเจตนาจะชดใช้ อัลลอฮฺจะทรงชดใช้ให้แก่เขา (แนะนำแนวทางเพื่อใช้หนี้ให้หมด) และผู้ใดที่รับ (ทรัพย์ของผู้อื่น)โดยมีเจตนาจะทำลาย (ไม่ยอมชดใช้) อัลลอฮฺก็จะทรงทำลายเขา”

กรณีทวงหนี้ คนไม่คืนเรา มุสลิมควรทวงอย่างไร? ยึดทรัพย์ได้ไหม? อย่างไร?

การติดตามทวงหนี้ ถือเป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามพันธะสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างกัน ซึ่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจจะหลงลืมได้ ยกเว้นกรณีไม่เป็นไปตามสัญญาหรือข้อตกลง นั่นคือ “เบี้ยว” ควรทำอย่างไร

ท่านญาบิรฺ บิน อับดุลลอฮ์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า “ชายคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง พวกเราจึงอาบน้ำและห่อศพให้แก่เขา แล้ววางศพลง ณ สถานที่ที่เตรียมไว้เพื่อรอให้ท่านนบีมาละหมาดให้ เมื่อท่านกำลังจะเดินทางมาถึง ท่านก็ถาม ขึ้นว่า “สหายของพวกท่านมีหนี้สินหรือไม่?”

พวกเขาตอบว่า “ใช่! เขามีหนี้เป็นเงินสองดีนาร์”

ท่านนบี จึงถอยออกมาแล้วกล่าวว่า “พวกท่านจง ละหมาดให้สหายของพวกท่านเถิด”

ชายคนหนึ่งชื่อ “อบูเกาะตาดะฮ์” จึงกล่าวขึ้นว่า “โอ้ ท่านศาสนทูต ฉันจะรับผิดชอบสองดีนาร์นั่นเอง”

ท่านศาสนทูต จึงถามว่า “ท่านจะรับผิดชอบชดใช้สองดีนาร์นี้ด้วยทรัพย์สินของท่าน และถือว่าผู้ตายได้หมดภาระหนี้สินไปใช่หรือไม่?”

เขาตอบ ว่า “ใช่”

ท่านนบีจึงละหมาดให้แก่ผู้ตาย หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ท่านได้พบอบูเกาะตาดะฮ์ ท่านก็จะถามว่า “ท่านจัดการเงินสองดีนาร์นั้นหรือยัง?” จนกระทั่งท้ายที่สุดเขาก็ตอบว่า “ฉันได้ชดใช้หนี้สินเรียบร้อยแล้ว”

ท่านนบี จึงกล่าวว่า “ในที่สุด ท่านก็ทำให้ผิวหนังของเขาเย็นลงเสียที” (บันทึกโดยอัลฮากีม)

จากความหมายของอัลหะดีษดังกล่าว ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่า หนี้สินนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่ควรที่จะถูกมองข้าม และยังเป็นเรื่องร้ายแรงที่อิสลามไม่อาจยกเว้นให้ได้ดังเช่นความหมายของอัลหะดีษข้างต้น ถึงแม้จะเป็นเพียงหนี้สินเล็กน้อยก็ตาม ลูกหนี้ที่เสียชีวิต ก็จะต้องได้รับบทลงโทษและความเจ็บปวดในหลุมฝังศพ จนกว่าหนี้สินของเขาจะได้รับการชำระชดใช้ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

“ผู้ศรัทธาทุกคนมีภาระผูกพันกับหนี้สินของเขา จนกว่าเขาจะชำระหนี้สินนั้น”

อบูฮุร็อยเราะฮ์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบีกล่าวว่า

“วิญญาณของผู้ศรัทธาจะถูกกักไว้ โดยจะยังไม่ได้รับรางวัลแห่งความดีที่กระทำไว้ จนกว่าหนี้สินของเขาจะได้รับการชดใช้”

ทั้งนี้ เพราะหนี้สินที่ติดค้างกับมนุษย์ด้วยกันนั้น จำเป็นต้องชดใช้ ไม่ว่าจะในดุนยาหรืออาคิเราะห์ และสิ่งที่เป็นสิทธิของมนุษย์ด้วยกัน จะไม่ได้รับการยกเว้น นอกจาก เจ้าของสิทธิจะยอมยกให้เท่านั้น

อีกนัยหนึ่ง การไม่ให้ความสำคัญกับการมีหนี้สินก็คือ การที่บางคนกู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อทำธุรกิจหรือเล่นหุ้น แล้วเขาก็ขาดทุนย่อยยับ จนสุดท้ายอาจต้องติดคุกติดตาราง หรือมีหนี้สินล้นพ้นตัว ต้องใช้ชีวิตด้วยความวิตกกังวลและไม่เป็นสุข ดังกล่าวนี้ เกิดจากการไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องหนี้สิน ทั้งนี้ แม้การตายชะฮีดในหนทางของอัลลอฮฺ ก็ยังมิอาจจะช่วยให้หลุดพ้นจากภาระหนี้สินได้

ขอขอบคุณ : ศาสตราจารย์ ดร. วิศรุต เลาะวิถี

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

ข่าวฮอต วันนี้